
ชะลอชี้ขาดแพ่งชดใช้ทุจริตคลองด่าน
"คพ."ไม่ค้าน 3 จำเลยอาญาทุจริตคลองด่านขอศาลชะลอชี้ขาดคำขอแพ่งชดใช้กว่า 8 พันล้าน ให้ลุ้นผลสู้คดีอาญาหลังปี 58 ศาลต้นตัดสินโทษคุก 20 ปี
22 พ.ค.60 แหล่งข่าว กล่าวถึงการพิจารณาคำขอชดใช้ค่าเสียหายประมาณ 8,430 ล้านบาทอันเป็นคำขอในส่วนแพ่งคดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ที่อัยการ ยื่นฟ้องคดีอาญากับนายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม , นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ อดีตรองอธิบดี คพ. และนางยุวรี อินนา ผอ.กองจัดการคุณภาพน้ำว่า หลังจากเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาได้ทราบผลที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ศาลยุติธรรม มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำขอ ของคพ.ให้จำเลยคดีอาญา ชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่งคดีทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านแล้ว
จำเลยทั้งสามได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ โดยขอให้ยุติการพิจารณาคำขอส่วนแพ่งไว้ก่อนจนกว่าผลคดีอาญาจะถึงที่สุด ซึ่ง คพ.หน่วยงานรัฐ คู่ความในคดีไม่ได้คัดค้าน และไม่ได้ยื่นคำร้องให้ศาลพิจารณาคำขอส่วนแพ่งต่อไปในทันที โดยหลักหน่วยงานรัฐที่ได้รับความเสียหาย สามารถดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางได้ให้พิจารณาคำขอส่วนแพ่งต่อไป ตามหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 , มาตรา 44/1 และ มาตรา 46 เมื่อ คพ.หน่วยงานรัฐที่เสียหาย ไม่คัดค้าน สุดท้ายสำนวนคำขอส่วนแพ่ง ก็ต้องถูกส่งไปให้ศาลอุทธรณ์ประกอบสำนวนคดีอาญาไว้ก่อนเพื่อรอผลคดีอาญาถึงที่สุดต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ระบุว่า คดีลักทรัพย์ วิ่งราว ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ โจรสลัดกรรโชก ฉ้อโกงยักยอกหรือรับของโจร ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย
ขณะที่ มาตรา 44/1 บัญญัติไว้ว่า ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้ ซึ่งการยื่นคำร้องผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องก่อนเริ่มสืบพยาน ในกรณีที่ไม่มีการสืบพยานให้ยื่นคำร้องก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และให้ถือว่าคำร้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และผู้เสียหายอยู่ในฐานะโจทก์ในคดีส่วนแพ่งนั้นฯ และมาตรา 46 บัญญัติว่าในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ส่วนคดีอาญาที่อัยการยื่น ฟ้องนายปกิต กิระวานิช อายุ 81 ปี อดีตอธิบดี คพ. , นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ อายุ 66 ปี อดีตรองอธิบดี คพ. และนางยุวรี อินนา อายุ 56 ปี ผอ.กองจัดการคุณภาพน้ำ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในคดีหมายเลขดำ 1682/2557 ฐานร่วมกันเอื้อประโยชน์ให้ใช้ที่ดินของบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ฟิชเชอรี่ จำกัด บริษัทในเครือการก่อสร้างโครงการ และเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี (NVPSKG JOINT VENTURE) ให้ได้รับการคัดเลือกเข้าทำสัญญาโครงการกับกรมควบคุมมลพิษ รวมทั้งให้ผ่านคุณสมบัติในการประกวดราคา และเพิ่มวงเงินงบประมาณก่อสร้างโครงการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น
องค์คณะแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้มีคำพิพากษาวันที่ 17 ธ.ค.58 ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 20 ปี ฐานเป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่จัดซื้อ ทำ จัดการรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งจำเลยทั้งสามก็ได้รับการประกันตัว ขณะที่ในส่วนของคดีแพ่งที่ คพ.มีคำขอให้ศาลพิจารณาสั่งจำเลยทั้งสามชดใช้เงิน 8,430 ล้านบาทนั้น จำเลยได้ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่าคำขอส่วนแพ่งนั้น เป็นอำนาจของศาลปกครอง แต่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ พิจารณาแล้ว เห็นว่าคำขอส่วนแพ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากคดีมีมูลเหตุการทุจริตจนนำไปสู่การไต่สวนและการดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องมาตรการปราบปรามการทุจริต เป็นการกระทำความผิดทางอาญาเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองที่จะเป็นการทำละเมิดทางปกครอง
เมื่อคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการทุจริต จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง แต่ส่วนคดีที่เกี่ยวกับการกระทำทางปกครองของเจ้าหน้าของรัฐโดยแท้ที่ไม่มีการทุจริต ก็เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของศาลปกครอง



