
"สุรชัย"มั่นใจสนช.ต้องทำกม.ลูกตอบโจทย์ปฏิรูปการเมือง4ด้าน
"สุรชัย"ชี้สนช.ต้องทำกม.ลูกต้องตอบโจทย์การปฏิรูปการเมือง4ด้านแนะรวบข้อมูลสัมมนาประกอบตัดสินใจโหวตกฎหมายลูก
21 พ.ค. 60 ที่โรงแรมนิว แทรเวิล ลอด์จ จ.จันทบุรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 กล่าวปิดการสัมมนาสัมมนาเรื่อง "ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง"ว่า เป้าหมายของการจัดสัมมนาในครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อยุติประเด็นที่ค้างคา แต่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ในพื้นฐานของประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อเป็นข้อมูลการตัดสินใจของสมาชิก สนช. ในการประชุม สนช. เพื่อโหวตร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เพราะหากไม่มีข้อมูลเหล่านี้ สนช. อาจจะโดนครหาขาดความเป็นอิสระ
"เรามุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสมาชิก เมื่อเข้าสู่ที่ประชุม สมาชิกทุกคนต้องตัดสินใจเอง บนพื้นฐานข้อมูล ที่ได้รับจากการสัมมนา เอาไปชั่งน้ำหนักบนพื้นฐานประโยชน์ของประเทศ ประชาชนก็คาดหวังจากกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับนี้ ที่เป็น 2 ใน 4 กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ฝาก กมธ. พิจารณร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. เรื่องการตีความการจัดการเลือกตั้ง 150 วัน ด้วยว่าต้องทำให้ชัดเจน อย่าให้เกิดความคลุมเครือ กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และกฎหมายที่มาส.ว.กรธ.ต้องรอให้ร่างกฎหมาย 2 ฉบับแรกนี้เสร็จก่อน ถึงจะร่างกฎหมายลูกได้ และความสำคัญของกฎหมาย 2 แรกฉบับนี้จะเป็นคำตอบของประชาชนเรื่องเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศ เราจะนำประเทศไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้หรือไม่อยู่ที่2 ฉบับนี้" นายสุรชัย กล่าว
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า ฝากประธาน กมธ. ทั้ง 2 คณะนี้ การจะปฏิรูปการเมือง ต้องอาศัยกฎหมาย 2 ฉบับนี้ ต้องทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปบริสุทธิ์ ยุติธรรม การปฏิรูปการเมืองไม่อาจสำเร็จได้ หากไม่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง กฎและกติกาเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ สุดท้ายแนวคิดของ กรธ. ที่ร่างกฎหมายลูกมาถูกต้องแล้วหรือยัง อยู่ที่สมาชิก สนช. จะต้องตรวจสอบ ส่วน กมธ. ที่พิจารณามีหน้าที่เพียงกลั่นกรองเท่านั้นเอง ซึ่งการเขียนกฎหมายทั้งหมดต้องตอบโจทย์การปฏิรูปด้านการเมือง 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1. ทำยังไงให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปบริสุทธิ์ 2. จะทำอย่างไรที่จะพัฒนาพรรคการเมือง 3. ต้องมีกฎหมายส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และ4. จะทำอย่างไรจะได้กฎหมายที่ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่ผูกขาดโดยนักการเมือง เป้าหมายเหล่านี้ต้องทำให้เกิดขึ้น
"ผมขอฝาก กมธ. ทั้ง 2 คณะดูเรื่องเหล่านี้ด้วย รวมทั้งหลักการของกฎหมาย 2ฉบับนี้จะต้องไม่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกระบวนการต้องถูกต้อง เพราะไม่อยากเห็นขั้นตอนต้องมาสะดุดลง" รองประธานสนช. คนที่ 1 กล่าวย้ำ
(สัมมนาเรื่อง"ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง")
ด้านพล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ เลขานุการกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ของ สนช. กล่าวว่า ประเด็นการยกเลิก กกต. จังหวัด โดยให้มีผู้ตรวจการการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือ กกต.แทนมีความเห็นเป็นสองทาง โดยเห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเลือกตั้งโดยสนับสนุนแนวความคิดของ กรธ.ที่กำหนดให้มีผู้ตรวจการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือ กกต. มีเหตุผลคือ เพื่อวางกลไกป้องกันการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม และลดข้อครหาความไม่เป็นกลางของกกต.จังหวัด ที่ผ่านมามีปัญหา เป็นการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น โดยผ่านระบบผู้ตรวจการเลือกตั้ง ผู้สังเกตการณ์อาสา เป็นการตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง มีความเป็นอิสระคล่องตัว ไม่ต้องมีองค์คณะตัดสินใจ ลดข้อครหาในเรื่องความใกล้ชิดกับพื้นที่มาเกินไป โดยกำหนดให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งขึ้นบัญชีไว้ 5 ปีเลือกบุคคลในพื้นที่จังหวัดละ 5-8 คน และจะจับสลากเลือกบุคคลในพื้นที่จำนวน 2 คน ที่เหลือจะจับสลากจากบุคคลนอกภูมิลำเนา
พล.อ.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ส่วนที่ไม่เห็นกับ กรธ. โดยให้คงรูปแบบ กกต. จังหวัดไว้ โดยให้เหตุผลว่า กกต.มีความเข้าใจในพื้นที่มากกว่า สามารถบริหารจัดการการเลือกตั้งได้มีประสิทธิภาพ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ และประชาชนในพื้นที่เพราะเป็นบุคคลที่เคารพนับถือของคนในพื้นที่ ผู้ตวจการการเลือกตั้งจำมีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่มากกว่า กกต. จังหวัดจากปกติ 120 ล้านบาทเป็น300 ล้านบาท ส่วนประเด็นการคงอยู่ของ กกต. ตามบทเฉพาะกาล โดย กกต. จะอยู่ต่อหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นจะเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญได้เปิดพื้นที่ให้ออกแบบควรจะไปในทิศทางใดตามมาตรา 273 ดังนั้นการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ กมธ. จึงต้องยึดเนื้อหารัฐธรรมนูญเป็นหลัก มองไปสู่การปฏิรูปประเทศ โดยต้องทำให้ กกต. ซึ่งเป็นเสมือนประตูไปสู่อำนาจรัฐมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จัดกลไกในการบริหารจัดการการเลือกตั้งให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนผ่านประเทศ โดยกรรมาธิการตัดสินใจอย่างไร ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ซึ่งมีทั้งสิ้น 3 แ นวทางคือ 1.เซ็ทซีโรให้ทุกอย่างกลับไปเริ่มต้นกติกาใหม่ทั้งหมด 2.รีเซ็ท โดยยกเลิกเฉพาะผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขที่มีคุณสมบัติและไม่ลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญที่สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ และ3.ให้ กกต. ทั้ง 5 คนดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ
"สมาชิก สนช. ได้แสดงความคิดเห็นจะต้องชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจ โดยยึดหลักประโยชน์ของแผ่นดิน โดยเฉพาะกรณีที่คุณสมบัติ กกต. เดิม แต่มีอำนาจเพิ่มขึ้นมีความเหมาะสมหรือไม่ และหลักกฎหมายไม่ควรมีผลย้อนหลังหรือหลักเคารพสิทธิของปัจเจกชน กฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่ไม่ควรกระทบกระเทือนสิทธิปัจเจกชนที่มีอยู่เดิม" พล.อ.ศุภวุฒิ กล่าว
ด้านพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ของ สนช. กล่าวสรุปว่า ทาง กมธ. พิจารณาร่างพ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยยึดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 45 มาตรา 90 และมาตรา 259 (ก.) โดยพรรคการเมืองมีส่วนร่วมของประชาชน และมีโครงสร้างทางการเมือง 10 ส่วน คือ การจัดตั้งพรรคการเมือง การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง การส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง การเงินการบัญชีของพรรคการเมือง รายได้ของพรรคการเมือง กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง การใช้จ่ายของพรรคการเมือง การสิ้นสุดของพรรคการเมือง การควบรวมพรรคการเมือง การกำหนดบทลงโทษ และบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการคงอยู่ของพรรคการเมืองเดิม ซึ่งกรรมาธิการได้หารือต่อสมาชิก สนช. ใน 3 ประเด็น คือ การจัดตั้งทุนประเดิมพรรคการเมืองที่มองว่าจะต้องไม่เป็นกำแพขวางกันทางเศรษฐกิจในการจัดตั้งพรรค การจ่ายค่าบำรุงสมาชิกพรรคที่กำหนดว่าไม่น้อยกว่า 100 และการปฏิรูปพรรคการเมือง ซึ่งควรให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างไรก็ตามจะนำความเห็นต่างๆจากการสัมมนาไปประกอบการพิจารณาและได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้า.
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวถึงกรณีการดำรงตำแหน่งของ กกต. เดิมที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลอาจจะเป็นปัญหากับบทหลักที่ว่า จุดมุ่งหมายของบทเฉพาะกาล ต้องการให้สิ่งที่มีอยู่เดิมดำรงต่อไป หากองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีกฎหมายใหม่ขึ้นก็จะต้องมีบทเฉพาะกาล เพื่อให้สิ่งที่อยู่เดิมเดินต่อไป ดังนั้นบทเฉพาะกาลต้องเดินบทหลักหรือไม่นั้น ไม่ถูกเสมอไป เช่น กรณีห้ามสนช. ที่ยังเป็นข้าราชการ แต่ก็มีบทเฉพาะกาลยกเว้นสามารถดำรงตำแหน่งได้ จึงไม่อาจกล่าวได้ว่า บทเฉพาะกาลไม่อาจขัดต่อบทหลักได้.



