ข่าว

รับฟ้องแค่"สมชาย"ฟ้องปปช.ฝ่าฝืนพรบ.ข้อมูลข่าวสาร

รับฟ้องแค่"สมชาย"ฟ้องปปช.ฝ่าฝืนพรบ.ข้อมูลข่าวสาร

09 ก.ย. 2552

ศาลปกครองกลาง รับฟ้อง “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายก ฟ้อง “ป.ป.ช. - เลขาธิการ ป.ป.ช.” ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ฯ ปฏิเสธเปิดข้อมูลหลักฐานสู้คดี ทำผิดอาญาสลายม็อบ พธม. 7 ต.ค.51 ขณะที่ศาลไม่รับฟ้องข้อหา ป.ป.ช. ดำเนินกระบวนการชี้มูลความผิด 7 ก.ย.52 มิชอบ ชี้

 (9ก.ย.) ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางโดยนายอนุวัฒน์ ธาราแสวง ตุลาการหัวหน้าคณะและตุลาการเจ้าของสำนวน มีคำสั่งรับฟ้องคดีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) และเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 - 2 เรื่องออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ ป.ป.ช. ปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 เกี่ยวกับคำให้การพยาน ที่นายสมชาย ถูกกล่าวหาและตรวจสอบเหตุการณ์สลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 7 ต.ค.51

 โดยคดีนี้นายสมชาย อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 27 เม.ย.52 ป.ป.ช.ผู้ถูกฟ้องที่ 1 แจ้งข้อกล่าวหาผู้ฟ้องว่าขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 18 ก.ย. - 2 ธ.ค.51 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดทางให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 7 ต.ค.51 โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สินของประชาชน เป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมอยู่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาและ บช.น. รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จึงมีมูลความผิดอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยกำหนดให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน ซึ่งผู้ฟ้องลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 29 เม.ย.52 แต่เมื่อผู้ฟ้องมีหนังสือวันที่ 7 พ.ค.52 ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 40 ในการตรวจสอบ หรือรับทราบพยานหลักฐานตามข้อกล่าวหา แต่ปรากฏว่าวันที่ 15 พ.ค.52 เลขาธิการ ป.ป.ช. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 กลับแจ้งว่าป.ป.ช. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ไม่อนุญาตให้ตรวจสอบพยานหลักฐาน โดยอ้างว่า เอกสารในคดีเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมจัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลที่ต้องคุ้มครองบุคคลอื่น รวมทั้งข้อมูลที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพื่อประโยชน์การดำเนินคดีอาญาไว้ หากเปิดเผยออกไปจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐในการป้องกับ และปราบปรามอาชญากรรม และความปลอดภัยของบุคคล ผู้ฟ้องจึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ฯ ได้ให้ ป.ป.ช. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ส่งเอกสารมาเปิดเผยกับคณะกรรมการ ฯ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ ใน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540

 ตามที่ผู้ฟ้องอุทธรณ์ แต่ผู้ถูกฟ้องไม่ปฏิบัติตามแต่กลับดำเนินกระบวนต่อไปในชี้มูลความผิดผู้ฟ้องเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 52

 นายสมชาย จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่า คำสั่งของ ป.ป.ช. วันที่ 15 พ.ค.52 ที่ปฎิเสธการอนุญาตเปิดเผยข้อมูล เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ และให้ศาลสั่ง ป.ป.ช. และ เลขาธิการ ป.ป.ช. จัดให้ผู้ฟ้องได้รับทราบและตรวจพยานหลักฐานตามสมควร รวมทั้งขอให้ศาลสั่ง ป.ป.ช. ชะลอการลงมติเพื่อชี้มูลความผิดคดีนี้ไว้ก่อน จนกว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลตามคำสั่งคณะกรรมการวินิจฉัย ฯ อย่างครบถ้วน และให้ศาลสั่งว่า วันที่ 7 ก.ย.52 ป.ป.ช. กำหนดเป็นวันพิจารณาและชี้มูลความผิดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าป.ป.ช. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 เป็นคณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 246 มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงและสรุปสำนวนพร้อมความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้นการที่ ป.ป.ช. ใช้อำนาจในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 250 มีคำสั่งชี้มูลความผิด ผู้ฟ้องในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่คดีจะอยู่ในอำนาจศาลปกครองแต่อย่างใด ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง ป.ป.ช. ในข้อหาดำเนินกระบวนพิจารณาชี้มูลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 แต่ส่วนที่ฟ้องว่า ป.ป.ช. มีคำสั่งปฏิเสธไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ผู้ฟ้องนั้น ศาล มีคำสั่งให้รับฟ้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นกรณีที่ ป.ป.ช. ผู้ถูกฟ้องที่ 1 ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองที่จะรับไว้พิจารณาพิพากษาได้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งรับฟ้อง ป.ป.ช.กรณีที่ปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารแล้ว จะได้ส่งหมายแจ้งคู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นคำให้การที่ศาลจะแสวงหาข้อเท็จจริงแห่งคดีเพื่อมีคำพิพากษาต่อไป