ข่าว

ศึกแย่งขุมทรัพย์การเมืองท้องถิ่น!
ทุ่ม 3-4 ล้าน มีให้"ถอนทุน"เพียบ

ศึกแย่งขุมทรัพย์การเมืองท้องถิ่น! ทุ่ม 3-4 ล้าน มีให้"ถอนทุน"เพียบ

10 ก.ย. 2552

การเลือกตั้งท้องถิ่นในสนามอีสาน ซึ่งถือเป็นสนามใหญ่ที่สุดทั้งการเลือกตั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นจบลงไปแล้วยกใหญ่กับควันหลงการเลือกตั้งที่ปรากฏข่าวคราวการ "ทุจริตเลือกตั้ง" อย่างขนานใหญ่ ซึ่งต้องจับตาดูว่า กกต. จะจับได้-ไล่ทันสักกี่ราย

  แต่ที่แน่ๆ การเลือกตั้งเที่ยวนี้สะท้อนว่า รูปแบบกลโกงเลือกตั้งสนามใหญ่ได้ถูกถ่ายทอดวิชามารสู่สนามเล็กมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่า วิชามารอะไรที่สนามใหญ่เคยเอามาใช้ก็ถ่ายทอดให้นักการเมืองท้องถิ่นนำไปใช้จนแทบจะหมดไส้หมดพุง

 การเลือกตั้งท้องถิ่นวันนี้จึงมีสารพัดวิชามาร ทั้งการจัดตั้งหัวคะแนน การคุมเสียง การวางโครงข่ายบล็อกคู่ต่อสู้ การตั้งทีมปล่อยข่าว รวมทั้งการเชื่อมเครือข่ายการเมืองระดับที่ใหญ่กว่าเพื่อเสริมกำลัง และวางสายหาผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินกันเป็นล่ำเป็นสัน

 ส่วนรูปแบบการแจกมีตั้งแต่การแจกแบบพื้นๆ และดั้งเดิม คือ แจกเสื้อผู้สมัคร แจกปุ๋ย แจกของ แจกเงิน หรือล่าสุดที่ จ.นครราชสีมา ที่พัฒนาไปถึงขั้นจ่ายเงินผ่าน "บัตรเติมเงิน" กันแล้ว

 ประเมินกันว่า แทบทุกสนามในภาคอีสานเที่ยวนี้ ผู้สมัครแต่ละคนจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 หลัก หรือราวๆ 3-4 ล้านบาทต่อราย เพราะราคาค่าหัวของผู้มีสิทธิ์ก็แทบไม่แตกต่างกับการเลือกตั้งสนามใหญ่แล้ว

 สูตรการซื้อเสียงทุกวันนี้คำนวณจากฐานประชากรเฉลี่ย อบต.ละ 3,500 คน หากคิดจะซื้อเสียงจะต้องเริ่มที่อัตราเหมาจ่าย 500 บาท ซึ่งถ้าจะให้ชัวร์ต้องซื้อให้ได้ 70% ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด คือ 2,450 หัว โดยหวังผลที่ 70% ของยอดที่ซื้อ คือ 1,715 คะแนนก็น่าจะพอแล้ว

 มีการคำนวณกันว่า ตามสูตรนี้จะต้องใช้เงิน อบต.ละ 857,500 บาท ทั้งยังลงลึกไปอีก เช่น หากตำบลนั้นมี 15 หมู่บ้าน ตามสูตรต้องใช้หัวคะแนนหมู่บ้านละ 15 คน ซึ่งต้องจ่ายให้หัวคะแนนอีกต่างหากหัวละ 1,500 บาท หรือรวมทั้งหมด 337,500 บาท

 รวมๆ แล้ว เฉพาะกระสุนที่ใช้ยิงหน้าหน่วยวันเลือกตั้งก็หมดไปแล้วอย่างต่ำ 1.1 ล้านบาท !!

 ยอดดังกล่าวเป็นงบเบื้องต้นเท่านั้น ไม่รวมอุปกรณ์การหาเสียง ป้ายหาเสียง และงานด้านลับ รวมทั้งการแจกเงินช่วยเหลืองานบุญงานบวชของชาวบ้านทั้งตำบลอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี คิดคร่าวๆ ภาษีสังคมส่วนนี้ไม่น่าต่ำกว่า 1 ล้านบาท

 หากการต่อสู้รุนแรงก็จะมีการเกทับกันหลายระลอกเพื่อแย่งคะแนนทำให้ผู้สมัครบางแห่งใช้เงินพุ่งสูงถึง 4-5 ล้าน จึงมีข่าวผู้สมัครบางคนเอาบ้าน เอาที่ดิน หรือกระทั่งเอาสวนยางพาราไปจำนองเพื่อให้มีเงินสดไว้สู้ศึกเลือกตั้ง

 เมื่อผู้สมัครกล้าทุ่มก็แสดงว่า "ขุมทรัพย์" ในแวดวงการเมืองท้องถิ่นย่อมคุ้มค่าต่อการ "ลงทุน" และเข้าไป "ถอนทุนคืน" แน่นอน

 เมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งมีตัวอย่างให้เห็นกรณีอดีตนายก อบต.แห่งหนึ่งใน จ.กาฬสินธุ์ ที่ก่อนเข้ารับตำแหน่งเป็นคนบ้านๆ ธรรมดา แต่พอหมดวาระกลับพบว่า มีเงินซุกซ่อนในบัญชีนับสิบล้านบาท

 ถามว่า วิธีการถอนทุนคืนของนักการเมืองท้องถิ่นมีช่องทางไหนบ้าง คำตอบ คือ มีเยอะแยะไปหมด ซึ่งจริงๆ ต้องถามกลับว่า มีช่องทางไหนที่ซิกแซกล้วงเงินออกมาไม่ได้มากกว่า

 เริ่มต้นที่การ "กินตามน้ำ" จากงบประมาณประจำปีที่เป็น "งบพัฒนา" สมมติเช่นเป็น อบต.เล็กๆ มีงบพัฒนาปีละ 5 ล้าน เฉพาะตัวนายกอบต. ได้สดๆ คนเดียว 15% หรือปีละ 7.5 แสนบาท เหนาะๆ ครบวาระ 4 ปีก็ฟันไปตั้ง 3 ล้านบาท

 ยิ่งถ้านายก อบต. คนไหนมีเครือข่ายการเมืองระดับชาติ ทั้ง ส.ส. หรือรัฐมนตรี ก็จะมีเปอร์เซ็นต์จาก "งบอุดหนุน" จากการซ่อนเงื่อนของรัฐบาลที่กระจายเฉพาะภารกิจ แต่ยังกอดเงินไว้ที่กรม

 ถ้าใครมีเส้นสายวิ่งเต้นก็จะได้งบประมาณมา แล้วก็จัดการแบ่งสันปันส่วนมาเป็นทอดๆ โดยส่วนใหญ่งบอุดหนุนสำหรับ อบต.ทั่วไปจะตกราวปีละ 10 กว่าล้าน และเปอร์เซ็นต์สำหรับนายกอบต. และผู้บริหารก็จะเป็นอัตราเดิมกับงบประจำ คือ 15%

 จะเห็นได้ว่า เฉพาะงบที่กินตามน้ำกับงบอุดหนุนก็ถอนทุนได้หมดแล้ว แถมยังได้กำไรเหนาะๆ อย่างน้อยเท่าตัวอีกด้วย แต่นี่เป็นแค่ "น้ำจิ้ม" เท่านั้น เพราะยังมีเค้กก้อนใหญ่กว่านี้อีกเพียบ

 ยกตัวอย่างเช่น การออกมาแฉเรื่อง "นมโรงเรียน" ที่ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อเร็วๆ นี้ที่ นายก อบต.แห่งหนึ่ง ได้ค่าหัวคิวถุงละ 10 สตางค์ นอกจากนี้ ยังมีอีกเยอะให้งาบ เช่น การออกแบบก่อสร้างที่ทำการ อบต. ให้ใหญ่โตมโหฬารเข้าไว้เพื่อกินค่าหัวคิว หรือการเปิดอัตรากำลังให้มากเข้าไว้ เพราะกฎหมายระบุว่า นายก อบต.สามารถบรรจุแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ได้ในวงเงินไม่เกิน 35% ของรายได้ อบต.นั้นๆ

 สาเหตุที่ต้องเปิดอัตรากำลังให้มากที่สุดก็เพื่อหาช่องเรียกเก็บ "เงินกินเปล่า" หัวละ 1-2 แสนบาท

 ขณะที่ลูกจ้างชั่วคราวที่มีสัญญาปีต่อปี และมีเงินเดือนแค่ 5-6 พันบาท ก็ต้องจ่ายอีกหลายหมื่นบาทเพื่อแลกกับผลการประเมินที่ระบุไว้ว่าจะต้องประเมินทุก 4 ปี

 ที่เลวร้ายกว่านั้น คือ การหักหัวคิวเอากับชาวบ้าน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่รัฐบาลจัดให้คนละ 500 บาทต่อเดือน ซึ่ง อบต.บางแห่ง ไปหักหัวคิวจ่ายแค่ 300 บาท เหลือส่วนต่างอีก 200 บาท ก็ลองไปคำนวณดูกับยอดผู้สูงอายุในชุมชนนั้นๆ ว่า มีคนอายุ 60 ปีกี่คน

 นี่คือที่มาที่ไปของเงินในกระเป๋าอดีตนายกอบต.เล็กๆ บางคนที่อยู่ในตำแหน่ง 4 ปี แต่ถูกตรวจสอบพบเงินในบัญชีกว่า 10 ล้านบาท และเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมนายก อบต. หรือเทศบาลหลายแห่งถึงกล้าทุ่มเงินหลายล้านบาทเพื่อสนามเลือกตั้งเล็กๆ ในท้องถิ่น

"ศูนย์ข่าวภาคอีสาน"