
ดีเอสไอพบหลุมใหม่ในเหมืองทองคำพิจิตร
ดีเอสไอตรวจเหมืองทองคำพิจิตร พบเพิ่มจุดต้องสงสัยการกระทำความผิด ซึ่งเป็นหลุมบ่อซึ่งมีการขุดเจาะยังใหม่อยู่ และเส้นทางสาธารณะอีก 1 เส้นที่หายไป รวบรวมสรุปข้อมูล
ความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำโดยนายพิเชษฐ์ ทองศรีนุ่น ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางน้ำทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมคณะ นำหมายหมายค้นศาลอาญากรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เหมืองทองคำของ บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร เพื่อตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากกรณีมีการร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีการประประกอบกิจการของเหมืองทองคำมิชอบด้วยกฎหมาย
ล่าสุดคณะซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานที่ดินจังหวัด ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลต่อเนื่อง โดยลงพื้นที่เพิ่มอีก 5 แห่ง ประกอบด้วย พื้นที่ประกอบกิจการโครงการเหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือ ซึ่งต้องสงสัยว่ามีการประกอบกิจการหลังจากประกาศปิดเหมืองทองคำ,บริเวณบ่อแร่เดิมที่ถูกเรียกว่าบ่อมรกตรูปหัวใจ ที่สงสัยว่ามีการบุกรุกทางสาธารณะระยะทางกว่า500เมตร,ตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยว่ามีการประกอบกิจการในพื้นที่ป่า,ตรวจสอบโรงงานประกอบโลหะกรรม ซึ่งการลงพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากมีฝนตกลงมาตลอดทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจเป็นพิเศษ
โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบสิ่งผิดปกติ ซึ่งต้องสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิด ได้แก่ พื้นที่ประกอบกิจการโครงการเหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือ ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกัน 3แปลงว่ามีการประกอบกิจการหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.สั่งระงับการประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำหรือไม่ เนื่องจากการเข้าตรวจค้นของดีเอสไอ พบบ่อแร่ที่มีลักษณะใหม่ ยังคงมีร่องลอยของการขุดเจาะชัดเจน
นอกจากนี้ยังตรวจพบเส้นทางสาธารณะความยาวกว่า500เมตรที่หายไปจากบริเวณซึ่งเป็นบ่อแร่ซึ่งปัจจุบันเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่ เป็นจุดที่เรียกว่าบ่อมรกตรูปหัวใจ เนื่องจากตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมพบว่าเคยมีเส้นทางสาธารณะเชื่อมต่อกับถนนทางหลวงหมายเลข1301หนองขนาก-วังโป่ง แต่ปัจจุบันกลายสภาพเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่
สำหรับการตรวจพิสูจน์เจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อตรวจพิสูจน์ว่า ผู้ประกอบการ ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำว่าประกอบกิจการหลังมีประกาศระงับกิจการหรือไม่ และทางสาธารณะที่หายไปมีการดำเนินการตามกฎหมายเรื่องขอการใช้ประโยชน์จากทางสาธารณะหรือไม่ เพื่อคลี่คลายคดีต่อไป



