
ศุภชัยจี้เปิดข้อมูลศก.จริง ห่วงฟองสบู่ลงทุนอสังหาฯ
ศุภชัยจี้เปิดข้อมูลศก.จริง ห่วงฟองสบู่ลงทุนอสังหาฯ
นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ประเทศไทยกับการเชื่อมโยงแบบไร้พรมแดนในภูมิภาค” ซึ่งจัดโดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(องค์กรมหาชน) หรือสพพ. ว่า ขณะนี้ มีความเป็นห่วงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งมีข้อถกเถียงกันมากในเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังไม่ชัดเจน จึงอยากให้รัฐบาลนำหน่วยงานเศรษฐกิจมาบอกถึงตัวเลขเศรษฐกิจที่เป็นข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน
นายศุภชัยกล่าวว่า มีความเข้าใจว่า ทางการเมืองก็ต้องการให้มีข่าวในเชิงบวก เพื่อให้คนมาลงทุน แต่ว่าบางครั้ง ก็ต้องพูดเรื่องที่เป็นจริงเช่นกัน เช่น ตัวเลขการลงทุน ซึ่งในส่วนการลงทุนภาครัฐมีความชัดเจนแล้ว แต่ในส่วนของภาคเอกชนยังไม่ชัดเจนทั้งในส่วนที่มีการลงทุนมาก และ ส่วนที่การลงทุนหายไป โดยเฉพาะการลงทุนในสำนักงานเสริมเสริมการลงทุนหรือบีโอไอที่ลดลง ทั้งที่บีโอไอก็ประกาศว่า มีคนรับการส่งเสริมเพิ่ม 80-90% ทุกปี ซึ่งการลงทุนที่หายไปนั้น เป็นเพราะเหตุใด
ขณะที่การลงทุนจำนวนมาก ได้เกิดขึ้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระวังและอย่าได้มองว่า ไม่มีลูกโปง หรือ ไม่พอง เนื่องจากมีโครงการลงทุนเกิดขึ้นมากมายในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ ของที่เหลือก็มีจำนวนมาก
ส่วนการลงทุนที่หายไปนั้น ก็อยากให้รัฐบาลไปดูให้ดีเนื่องจากเห็นว่า ภาคเอกชนมีเงินสดเหลือมาก แต่ไม่ยอมลงทุน กลับไปจ่ายเป็นเงินปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้นมากมาย ซึ่งเงินปันผลที่จ่ายมากนี้ เมื่อดูสถิติแล้ว เป็นการนำไปกระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่าและเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียแล้ว จะเห็นว่า การจ่ายเงินปันผลในไทยสูงที่สุด
“ผมไม่มีอะไรที่ตรงกันข้ามกับตลาดหุ้น อยากให้ไปได้ดี แต่การจ่ายเงินปันผล โดยไม่ดูแลเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างสมรรถภาพที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ เราเห็นว่า ทำน้อยมาก แต่เป็นการหากำไร เพื่อจ่ายเงินปันผลออกไป และ เห็นว่า โครงการประชารัฐทั้งหลาย ได้ส่งเสริมให้เอกชนมีกำไรมากขึ้น แต่กำไรไม่ได้ทำประโยชน์ให้ประชาชน ผมจึงอยากให้รัฐบาลดูให้ดี”
นายศุภชัย กล่าวว่าปัญหาความไม่มั่นใจการลงทุนของภาคเอกชน ไม่ได้เป็นประเด็น แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับทัศนคติของผู้ที่ทำธุรกิจ ซึ่งประเทศเราอาจจะสอนให้คนดูเรื่องการจ่ายเงินปันผลมากไปหรือเปล่า หรือเป็นเพราะว่าปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้คนหันไปลงทุนในที่ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ตลาดหุ้น หรือ ในอะไรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
“ผมก็ไม่ได้มองว่า เป็นเรื่องที่ผิด แต่อยากให้รัฐบาลทราบว่า เวลาข้อถกเถียงเรื่องการลงทุน ก็มักจะมีการคิดว่า คงไปโจมตีรัฐบาล ซึ่งจริงๆแล้ว บางคนก็ไม่อยากโจมตี แต่มันมีปัญหาเรื่องการลงทุนจริงๆ ส่วนเอกชนที่ไปร่วมลงทุนกับรัฐบาลก็ควรให้ประโยชน์กลับมาจริงๆ ไม่ใช่ไปลงทุนเพื่อแค่ได้หน้าได้ตา”
สำหรับโครงการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ยังไม่เห็นความเคลื่อนไหวนัก ก็อยากฝากให้รัฐบาลไปติดตามว่า เป็นเพราะอะไร ซึ่งเห็นว่า การลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ จะช่วยสร้างให้เศรษฐกิจภายในฟื้นตัวได้ โดยตั้งข้อสังเกตว่า 1. เอกชนไม่อยากลงทุนเอง 2. เป็นพื้นที่ปิดหรือเปล่า 3.มีการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทนหรือเปล่า 4.เงื่อนไขไม่จูงใจหรือไม่ เป็นต้น
ส่วนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือEEC ก็อยากให้รัฐบาลหาจุดขายที่จะทำให้เกิดการลงทุน ซึ่งที่เห็นในขณะนี้ ก็คือ เรื่องของการลงทุนในสนามบินอู่ตะเภา แต่ต้องโยงกับการลงทุนในสินค้าที่ส่งออกสินค้าพิเศษด้วย
ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2560 ที่ขยายตัว 3.3% ถือว่า เติบโตดีกว่าที่ ธปท. ได้คาดการณ์เอาไว้ รวมทั้งตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนที่ไตรมาสดังกล่าวแม้จะหดตัว 1.1% แต่ก็ยังถือว่าดีกว่าที่ ธปท. คาดเอาไว้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามแม้การลงทุนภาคเอกชนไตรมาสแรกยังคงหดตัวต่อเนื่อง แต่ ธปท. เชื่อว่าทั้งปีจะยังขยายตัวได้ โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง ที่คาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น ทำให้การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวตาม เนื่องจากการลงทุนภาคเอกชนของไทยผูกโยงกับการส่งออกค่อนข้างมาก
“ครึ่งปีหลังการส่งออกน่าจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้น ซึ่งการลงทุนเอกชนจะค่อนข้างโยงกับการส่งออก ประกอบกับช่วงนี้เอกชนยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่จึงยังไม่ค่อยลงทุนกัน”
ส่วนกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี(เอ็มอาร์อาร์) ลง คงมีผลต่อการลงทุนของเอกชนโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) บ้าง แต่ประเด็นสำคัญน่าจะเป็นการช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีทำธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากกว่า
“เรื่องต้นทุนดอกเบี้ยเป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักของการลงทุนเอกชน ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น นโยบายของภาครัฐ และความต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี”



