
เมาริซิโอ โปเชตติโน แบบฉบับกุนซือยุคใหม่
หลายคนยกย่องอันโตนิโอ คอนเต ที่พาเชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงปีแรกที่เข้ามาคุมทีมบนเกาะอังกฤษ ทั้งความยอดเยี่ยมในเรื่องแท็คติกและการปลุกปั้นทีม
อย่างไรก็ตามหากตัดเรื่องความสำเร็จในเรื่องถ้วยรางวัลทิ้งไป ชื่อของ เมาริซิโอ โปเชตติโน ผู้จัดการทีมท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ก็ควรได้รับเสียงชื่นชมเช่นกันจากผลงานพาทีมลุ้นแย่งแชมป์ในสองซีซั่นหลังสุด แม้สุดท้ายลงเอยด้วยความผิดหวังทั้ง 2 หน แต่กุนซืออาร์เจนไตน์ก็ได้แสดงให้ถึงรูปแบบการเล่นที่ตื่นตาตื่นใจตามแบบฉบับของกุนซือสมัยใหม่
ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นนับตั้งแต่เดินเข้าสู่รั้วไวท์ ฮาร์ท เลน เมื่อปี 2014 และวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเส้นทางของโค้ชหนุ่มคนนี้กันให้มากขึ้น ตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้นงานโค้ชกับเอสปันญอล กระทั่งปัจจุบันกำลังเป็นตัวเต็งลุ้นตำแหน่งกุนซือยอดเยี่ยมในพรีเมียร์ลีกกับสเปอร์ส
ครูที่ชื่อ บิเอลซา
คนที่ โปเชตติโน นับถือและมีส่วนต่อการประสบความสำเร็จของเขาอย่างมาก ก็คือ มาร์เซโล บิเอลซา อดีตกุนซือทีมชาติอาร์เจนตินา ซึ่งเจ้าตัวให้ความนับถือเป็นครูของเขาตั้งแต่สมัยเป็นผู้เล่นกระทั่งก้าวขึ้นมารับงานโค้ช โดย บิเอลซา เป็นคนที่ดึงเขามาร่วมทีม นีเวลส์ โอลด์บอยส์ ตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี และเป็น บิเอลซา นี่เองที่ได้นำเสนอรูปแบบการเล่นแบบก้าวหน้าในยุคนั้น ด้วยการผ่านบอลแนวตั้งและการเพรซซิ่งอย่างต่อเนื่อง
แท็คติกของ บิเอลซา ส่งอิทธิพลกับโค้ชมากมาย แต่ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของแท็คติกเท่านั้น เรื่องของจิตใจก็ด้วย ซึ่ง โปเชตติโน ก็ได้รับอิทธิพลมาไม่น้อย สังเกตได้จากการตะโกนสั่งข้างสนามตลอดในช่วงเวลาแข่งขัน ความเมินเฉยต่อเรื่องของสื่อและคำชม รวมถึงการวางเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ให้กับทั้งตนเองและลูกทีม
โปเชตติโน กล่าวว่า "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบิเอลซา มีอิทธิพลต่อผมขนาดไหน เขาช่วยให้ผมเติบโตเมื่อตอนเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งที่นีเวลส์ เขาช่วยเหลือผมเมื่อติดทีมชาติและเมื่อเข้ามาคุมทีมเอสปัญญอล เขาก็ยังคงช่วยเหลือผมอยู่เสมอ"
เอสปันญอล
โปเชตติโน เข้ารับงานกับเอสปันญอล เมื่อเดือนมกราคมปี 2009 โดยขณะนั้นทีมกำลังย่ำแย่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นหลังรั้งอันดับ 18 ของตาราง จนต้องตะเพิดกุนซือไปก่อนหน้านี้ถึง 2 ราย ขณะที่ โปเชตติโน เองก็เพิ่งก้าวขึ้นมาเริ่มงานโค้ชได้ไม่นานหลังได้รับใบอนุญาตระดับโปรไลเซนส์ โดยก่อนก้าวขึ้นมารับงานนี้เจ้าตัวเคยมีประสบการณ์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของทีมหญิงเอสปันญอลเท่านั้น แต่ด้วยการที่เคยเป็นลูกหม้อของทีมมาก่อนจึงทำให้ได้รับความไว้วางใจให้รับงานโค้ชเต็มตัว
เพียงปีแรก โปเชตติโน สร้างชื่อให้กับตัวเองทันทีเมื่อสามารถพาทีมจบอันดับ 10 ของตาราง ทั้งที่ตอนแรกทีมยังอยู่ในโซนตกชั้น เท่านั้นไม่พอยังสามารถบุกไปเอาชนะ บาร์เซโลนา 2-1 ถึงถิ่นคัมป์ นู และยังเป็นการบุกมาชนะคู่ปรับจากกาตาลันครั้งแรกในรอบ 27 ปี โดย โปเชตติโน อยู่คุมเอสปันญอลถึง 4 ฤดูกาลก่อนตัดสินใจอำลาทีมเมื่อปี 2012 แม้ไม่เคยพาทีมประสบความสำเร็จเรื่องถ้วยรางวัล แต่กุนซืออาร์เจนไตน์ก็ได้ฝากผลงานปั้นแข้งดาวรุ่งในตอนนั้นอย่าง โฆเซ กาเยฆอน, ดานี ออสวัลโด,บิคตอร์ รูอิซ และ ฆาบี มาร์เกวซ ขึ้นมาประดับวงการ โดย 2 รายหลังเป็นการดันขึ้นมาจากทีมเยาวชน
บนเวทีพรีเมียร์ลีก
หลังโบกมือลาเอสปันญอล โปเชตติโน กลายมาเป็นกุนซืออาร์เจนตินาคนที่สองบนเกาะอังกฤษต่อจาก ออสวัลโด อาร์ดิเลส เมื่อเข้ารับงานคุมทีมเซาธ์แฮมป์ตัน ในปี 2013 และเพียงขวบปีแรกในถิ่นเซนต์ แมรีส์ เจ้าตัวค่อยๆปรับแก้จุดบกพร่องจนพาทีมจบอันดับ 8 บนตารางในซีซั่น 2013-2014 ซึ่งถือเป็นอันดับสูงสุดของทีมนักบุญในรอบกว่า 10 ปี
หลังจากพาทีมนักบุญบินสูงได้เพียงฤดูกาลเดียว แดเนียล เลวี ประธานสโมสรท็อตแนม ฮอตสเปอร์ จึงดึงตัวเขาสู่ถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน ในซีซั่นถัดมา ก่อนที่เจ้าตัวจะตอบแทนความไว้วางใจด้วยการเข้าป้ายตำแหน่งรองแชมป์ลีก คัพ พร้อมคว้าตั๋วยูโรปา ลีก เพียงปีแรกที่คุมทัพ ขณะที่ปีที่สองพาทีมลุ้นแย่งแชมป์กับเลสเตอร์ก่อนสุดท้ายจะจบอันดับ 3 พร้อมโควตาลุยถ้วยใหญ่ยุโรปอย่างยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก กระทั่งขวบปีที่สามผลผลิตเริ่มผลิดอกออกผลพาทีมเข้าป้ายรองแชมป์และเป็นอันดับสูงสุดในรอบ 54 ปี พ่วงด้วยสถิติไร้พ่ายสั่งลาสนามไวท์ ฮาร์ท เลน ตลอด 19 แมตช์ (ชนะ 17 เสมอ 2) ที่ลงเล่นในซีซั่นนี้
แท็คติกสมัยใหม่
อย่างที่ทราบกันดีว่า โปเชตติโน ซึมซับอิทธิพลและแนวทางทำทีมมาจาก มาร์เซโล บิเอลซา ที่เขายกให้เป็นดั่งครูที่เฝ้าอบรมสั่งสอนวิชามาให้ตั้งแต่ยังเป็นนักเตะ แต่สิ่งที่ทำให้ โปเชตติโน แตกต่างคือ การเล่นเกมรุกที่เขาได้แรงบันดาลใจมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม
แม้จะมีสไตล์การเล่นเกมรุกที่รวดเร็ว แต่เขามักยึดรูปแบบการเล่นด้วยการต่อบอลขึ้นเกมจากแดนหลัง โดยมีสองเซ็นเตอร์แบ็คที่เล่นบอลกับเท้าได้ดีทั้ง แยน แฟร์ตองเกน และ โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ คอยขึ้นเกมเพื่อเปิดเกมบุก ซึ่งสูตรนี้เป็นกุญแจสำคัญของแท็คติกการเล่นเกมรุกของโปเชตติโน โดยมี เอริค ดายเออร์ มิดฟิลด์ตัวตัดเกมคอยเชื่อมเกมและเซตบอลขึ้นมาจากแดนหลังยามที่ถูกคู่แข่งกดดัน
โดยรูปแบบที่ใช้เป็นประจำ คือ 4-2-3-1 และ 4-3-3 ซึ่งตรงนี้ โปเชตติโน จะให้ความสำคัญกับแดนกลางที่ต้องยืดหยุ่นได้ ซึ่งที่ผ่านมาเขาจะใช้ เดลี อัลลี เป็นมิดฟิลด์ "บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์" วิ่งขึ้นลงในแนวลึก เพรสซิ่งทั้งเกมรุกและรับ คู่กับ ดายเออร์ ซึ่งรับหน้าที่คอยเก็บตกบอลสองที่หลุดรอดจากแนวเพรสซิ่งมาได้ อีกทั้ง ดายเออร์ ยังมีหน้าที่ประกบกลางรุกฝ่ายตรงข้ามและจะไม่เติมเกมขึ้นลงแบบ อัลลี
ขณะที่หัวใจแนวรุกนอกจากมี แฮรี เคน เป็นความหวังในแดนหน้าแล้ว อีกคนที่ขาดไม่ได้ก็คือ คริสเตียน อีริคเซน ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกของทีมให้ไหลลื่น มีจุดเด่นในการหาตำแหน่งและครองบอลได้ดี อีกทั้งการเปลี่ยนเกมจากรับเป็นรุกยังเป็นสิ่งที่โปเชตติโน มองเห็นในตัวมิดฟิลด์เดนมาร์กรายนี้
รูปแบบการซ้อมที่จริงจัง
ผู้ชายที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทะเยอทะยาน มีวินัย อีกทั้งความทุ่มเทแบบสุดพลังซึ่งถูกถ่ายทอดมายังลูกทีมสะท้อนออกมาเป็นพลังการต่อสู้ที่หาตัวจับยาก
ในวันปกติ โปเชตติโน จะมาที่สนามตั้งแต่ 7 โมงเช้า และกลับ 2 ทุ่มทุกวัน เขาให้สัมภาษณ์เรื่องตารางชีวิตไว้ว่า "ตารางชีวติของผมมีแค่ออกจากโรงแรมแล้วมาที่สนามซ้อมเท่านั้น วิถีของฟุตบอลไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตารางเวลาจริงๆหรอก เราแค่ทำงานหนักกันทั้งวัน"
ผู้เล่นของสเปอร์สล้วนแต่กล่าวขวัญถึงเรื่องการซ้อมของกุนซืออาร์เจนไตน์ที่สามารถมีได้สูงสุดถึง 3 เซสชั่นต่อวัน เขาขึ้นชื่ออยู่แล้วว่ามักจะทำเป็นลืมๆ กำหนดเวลาของการซ้อม ให้ยืดออกไป 15 นาทีอยู่บ่อยๆ เพื่อให้ผู้เล่นทำงานหนักขึ้น มากกว่าที่พวกเขาคิด แจ็ค คอร์ก เคยพูดถึงการฝึกโหดนี้ว่า "คุณต้องการหัวใจสองดวงเพื่อเล่นให้ผู้ชายคนนี้" ไม่เพียงแต่ คอร์ก เท่านั้น แม้แต่ ดานี ออสวัลโด ที่แม้ได้ร่วมงานกันเพียงช่วงสั้นๆก็ยังบอกว่า "เขาจะทำให้คุณหอบลิ้นห้อยเหมือนสุนัข คุณจะเกลียดเขาเลยล่ะในเซสชั่นการฝึกซ้อม แต่พอถึงวันอาทิตย์ทุกคนจะรู้สึกดีใจสุดๆ เพราะมันได้ผล"
สิ่งที่ผู้จัดการทีมอย่าง เมาริซิโอ โปเชตติโน แสดงให้เห็นตามแบบฉบับผู้จัดการทีมรุ่นใหม่ คือ ความสำเร็จไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งบางทีก็ตรงข้ามกับฟุตบอลยุคนี้ที่ต้องการความสำเร็จแบบเร่งด่วน
และหากลองไปเทียบกับ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งถือเป็นกุนซือรุ่นใหม่เช่นกัน เชื่อว่าแฟนฟุตบอลคงเลือกได้ไม่ยากว่าพวกเขาต้องการประสบความสำเร็จในรูปแบบไหน



