
เมื่อป.ป.ช.ชี้มูลความผิด,นายกฯไม่จัดการไม่ได้
เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดของอดีตนายกฯ, อดีตรองนายกฯ, ผบ.ตร. และผบช.น. กรณี 7 ตุลาเลือด ชัดเจนว่านายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่เฉยๆ ไม่ได้
สำหรับอดีตนายกฯ สมชาย และอดีตรองนายกฯ ชวลิต ความผิดที่ ป.ป.ช.ชี้มูลคือ ผิดอาญามาตรา 157 สำหรับข้าราชการอย่าง ผบ.ตร. และ ผบช.น. ความผิด 2 เด้ง ทั้งอาญามาตรา 157 และผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ตามกฎหมายนั้น เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลแล้วคดีอาญาจะต้องฟ้องศาลฎีกานักการเมือง เรื่องข้าราชการก็ต้องลงโทษทางด้านวินัยด้วย
ฉะนั้นก็แปลว่า นายกฯ นั้นจะต้องสั่งปลดหรือไม่ก็ไล่ออกภายใน 30 วัน ถ้านายกฯ ไม่ทำอาจจะมีความผิด ความจริงระบุชัดเจนว่า มีความผิดในฐานะละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีโทษจำคุกถึง 10 ปี ทีเดียว
แปลว่าเรื่องของ ผบ.ตร. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น่าจะจบลงด้วย บางคนบอกว่ามีอาถรรพณ์ แต่คิดว่าเมื่อพฤติกรรมของผบ.ตร.ในอดีตทุกคนที่เกิดกรณีต้องออกก่อนเกษียณนั้น เพราะมีกิจกรรมที่จำเป็นต้องลงโทษทั้งสิ้น
กรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท สำหรับคุณอภิสิทธิ์ แล้วอาจจะโล่งอกด้วยซ้ำไป เพราะว่าจะได้เดินหน้าเลือก ผบ.ตร.คนใหม่อย่างไม่ต้องมีแรงกดดัน
กรณี 7 ตุลาเลือดเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องเรียนรู้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะต้องได้บทเรียนสำคัญว่า การเข้าไปสลายผู้ชุมนุม จะต้องใช้วิธีการอย่างไร เป็นขั้นเป็นตอน มิใช่ผู้นำทางการเมืองหรือหัวหน้าหน่วยราชการของตนสั่งการให้เข้าไปสลายก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ต้องตัดสินด้วยว่าคำสั่งของหัวหน้าของนักการเมืองถูกต้องตามกฎหมาย หรือถูกต้องตามมาตรฐานสากลหรือไม่
การเข้าไปสลายฝูงชนมีขั้นมีตอนตามมาตรฐานกติกาสากลอยู่แล้ว ฉะนั้น ถ้าหากเจ้านายจะเป็นใครก็ตามสั่งการให้กระทำการที่ผู้ปฏิบัติการเห็นว่าไม่ถูกต้องตามมาตรฐานวิชาชีพก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ปฏิบัติตาม มิฉะนั้นก็จะเกิดอย่างที่เห็นกันอยู่
นั่นก็คือว่าตั้งแต่ตัวนายกรัฐมนตรีขณะนั้น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปจนถึงรองนายกฯ ขณะนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต้องรับผิดชอบเช่นกัน นี่คือบทเรียนที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เป็นของจริง ที่มิใช่เรื่องกลั่นแกล้งทางการเมืองเป็นอันขาด
เพราะถ้าหากกรณี 7 ตุลาผ่านไปโดยไม่มีการลงโทษ เหตุการณ์คล้ายๆ กันที่จะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ ก็มีสิทธิ์จะเกิดขึ้นได้อีกค่อนข้างแน่นอน
สุทธิชัย หยุ่น



