
แนะเพิ่มสิทธิประกันสังคมคู่สมรส-บุตรชงรัฐเลือกเลิก
วงวิชาการชง 2 แนวทางให้รัฐบาลเลือก ยกเลิกโอนสิทธิ์คู่สมรสและบุตรจากสปสช.ไปสปส. หรือเดินหน้าต่อแต่จ่ายเงินซื้อบริการจากสปสช.ให้ดูแลคนกลุ่มนี้เหมือนเดิม เสนอบอร์ดสปสช.14 ก.ย.นี้ก่อนเข้าครม.
เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่โรงแรมรามา การ์เด้นส์ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดการประชุมระดมความเห็นทางเลือกนโยบายในการสร้างหลักประกันสุขภาพครอบครัวผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม โดย นพ.พงษ์พิสุทธิ์ จงอุดมสุข ผอ.สวรส.กล่าวว่า หากไม่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการโอนคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนจาก สปสช.ไปอยู่กับสำนักงานสปส.ก็ควรให้รัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่หากรัฐบาลจะดำเนินการต่อไปนักวิชาการได้เสนอรูปแบบให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง แยกกองทุนด้านการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนออกมาจากงบประมาณสวัสดิการส่วนอื่น ส่วนการบริหารจัดการด้านการรักษาพยาบาลนั้น ให้ สปส.มาซื้อบริการรักษาพยาบาลจาก สปสช.ที่จะซื้อบริการจากกระทรวงสาธารณสุข อีกทอดหนึ่ง
นพ.พงษ์พิสุทธิ์กล่าวด้วยว่า ส่วนบริการสวัสดิการอื่นๆ ของผู้ประกันตนที่ไม่ใช่รักษาพยาบาล อาทิ เงินชดเชยในกรณีทุพพลภาพและเสียชีวิต ยังคงเป็นหน้าที่ที่ สปส.บริหาร แต่หากในอนาคตสปสช.สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ สปส.อาจโอนผู้ประกันตนทั้งหมด 9 ล้านคนมาให้ สปสช.ดูแลเฉพาะด้านการรักษาพยาบาลก็เป็นได้ โดยจะนำข้อเสนอทั้งหมดนี้เสนอต่อคณะกรรมการบริหาร สปสช.ที่จะประชุมในวันที่ 14 กันยายนนี้ เพื่อเสนอเข้า ครม.
“ที่ประชุมเห็นว่า มาตรการนี้ไม่แก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในระบบประกันสุขภาพของประเทศ และไม่มีความชัดเจนว่าจะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับระบบในภาพรวมของประเทศอย่างไร อีกทั้งการขยายสิทธิ์ดังกล่าวไม่ทำให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงระบบให้ดีขึ้น มีแต่การเพิ่มสิทธิประโยชน์กับคู่สมรสและบุตร เหมือนกับเกาไม่ถูกที่คัน แก้ปัญหาไม่ถูกจุด” นพ.พงษ์พิสุทธิ์กล่าว
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า มติ ครม.ไม่ช่วยให้ระบบบริการสาธารณสุขมีบริการดีขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนคนจ่ายเงินเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายในเชิงปฏิรูประบบความเป็นธรรมและประสิทธิภาพการใช้เงินในระบบสุขภาพใดๆ เลย แต่อาจทำให้ สปสช.และ สปส.รวนยิ่งขึ้น
นางวิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาล แต่ยังกังวลคือ 1.หากโอนคู่สมรสและบุตรมาแล้วจะต้องไม่กระทบสิทธิผู้ประกันตนเดิม และ 2.จะต้องไม่เก็บเงินเพิ่มจากผู้ประกันตนอย่างซ้ำซาก ส่วนกรณีที่ไม่มีคู่สมรสและบุตรผู้ประกันตนควรจะมีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองถึงพ่อและแม่ของผู้ประกันตนด้วย



