ข่าว

ไข้หวัดฉุดยอดนักท่องเที่ยววูบ40%

ไข้หวัดฉุดยอดนักท่องเที่ยววูบ40%

09 ก.ย. 2552

สป.เผยไข้หวัด 2009 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหดหาย 40% มองยอดลดต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า ระบุขณะนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังพบโรงแรมขนาดใหญ่มียอดจองห้องพักเต็มช่วงวันหยุด แต่ยังหวั่นปัญหาการเมืองกระทบภาคธุรกิจ

 สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) โดยคณะทำงานเศรษฐกิจภาคบริการ จัดสัมมนาในหัวข้อกลยุทธ์การสร้างความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยวไทยจากวิกฤติหวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 และโรคติดต่ออื่นๆ มีตัวแทนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค นางพัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นางภรณี ลีนุตพงษ์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจภาคบริการ สป. เพื่อร่วมแสดงความเห็นหาแนวทางฟื้นฟูการท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวเมืองไทยหลังจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

 นางภรณี กล่าวว่า หลังจากมีการระบาดของหวัด 2009 ทำให้ทุกประเทศมีนักท่องเที่ยวลดลงรวมถึงไทยด้วยที่เริ่มระบาดชัดเจนช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมากจากเดิมตลอดทั้งปีที่คาดการณ์ไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยว 14 ล้านคน แต่หลังจากการระบาดทำให้นักท่องเที่ยวหายไปแล้ว 40% และคาดว่าตัวเลขจะลดลงต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีนี้หรืออาจลามไปถึงต้นปี 2553 สำหรับมาตรการรับมือของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ผ่านมาถือว่าน่าพอใจและสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง

 ทั้งนี้ ล่าสุดจากการสอบถามโรงแรมขนาดใหญ่ทั่วประเทศพบว่าเริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาจองห้องพักเกือบเต็มจำนวน หรือมีสัดส่วน 80-90% โดยเฉพาะช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ มียอดจองเต็มแล้วซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่สิ่งสำคัญต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนด้วย มิฉะนั้นอาจสร้างผลกระทบต่อภาพรวมได้ และจากการหารือกับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวพบว่าสถานการณ์หวัด 2009 หรือโรคอื่นๆ ไม่น่ากลัวเท่ากับสถานการณ์ด้านการเมืองที่จะส่งผลต่อทุกธุรกิจ จึงขอวอนทุกฝ่ายหาจุดยืนร่วมกันและให้มองผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก

 ด้าน นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า แม้ช่วงนี้ยอดผู้ป่วยจะลดลงแต่ขอให้ประชาชนอย่านิ่งนอนใจ อาจมีการระบาดรอบ 2 ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ ซึ่งมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลด้วย อาจจะติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะที่น่าเป็นห่วงคือต่างจังหวัดในภาคเหนือ อีสาน ที่พบมากในนักเรียนนักศึกษา