
ผู้นำโลกเห็นพ้อง “เชื่อมโยง” หนุนเส้นทางสายไหม
การประชุมโครงการเส้นทางสายไหมที่จีนปิดฉากลงแล้วผู้นำ30ประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมประชุมออกแถลงการณ์ร่วมเห็นพ้องขยายการค้าเสรีและความเชื่อมโยงทั่วภูมิภาคยุโรปเอเชีย
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน แถลงปิดการประชุมสุดยอดโครงการเส้นทางสายไหมในกรุงปักกิ่งวันนี้ (15 พ.ค.) ว่า บรรดาผู้นำประเทศที่ร่วมประชุมเห็นพ้องกันว่าความเชื่อมโยงยังคงมีความสำคัญอันดับแรกสำหรับความร่วมมือในโครงการเส้นทางสายไหม และจะพยายามเชื่อมต่อเส้นทางในประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งจากท่าเรือในทะเลและสร้างเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานสำหรับที่ดินรกร้างและเส้นทางเดินเรือในทะเล
นายสี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจีนหวังว่าความร่วมมือจากโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศที่มีส่วนร่วม รวมทั้งปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศ สร้างความแข็งแกร่งให้กับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดความร่วมมือทางการเงินมากขึ้น และเพิ่มการแลกเปลี่ยนด้านต่างๆ ระหว่างประชาชนแต่ละประเทศ
ขณะเดียวกันประธานาธิบดีสี ยังกล่าวเรียกร้องผู้นำทุกประเทศว่า จำเป็นต้องมีการเปิดกว้างและมีความร่วมมือระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเลี่ยงทำข้อตกลงผูกขาดทางการค้า และต้องช่วยกันหยุดยั้งลัทธิปกป้องทางการค้า
นายสี กล่าวว่า “เราต้องยึดมั่นในความร่วมมือเรื่องการเปิดกว้าง เดินหน้าความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ทุกฝ่าย ไม่ปิดกั้นตัวเอง ไม่ตั้งกฎเกณฑ์เข้มงวดเกินไป ไม่ทำข้อตกลงเพียงฝ่ายเดียว และต่อต้านลัทธิกีดกันทางการค้า"
นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังระบุว่า การประชุมสุดยอดเส้นทางสายไหมครั้งแรกนี้นับว่าประสบความสำเร็จและได้รับผลลัพธ์เชิงบวก พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวมีอนาคตอันสดใสและเจริญรุ่งเรืองรออยู่ ส่วนการประชุมเส้นทางสายไหมครั้งต่อไปจะมีขึ้นในปี 2562
ในพิธีเปิดการประชุมเมื่อวานนี้ (14 พ.ค.) นายสีประกาศว่า จะเพิ่มเงินลงทุนในโครงการก่อสร้างภายใต้นโยบายเส้นทางสายไหมใหม่เป็นจำนวนถึง 124,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4 ล้านล้านบาท โดยนโยบายดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ใน 65 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 60% ของจำนวนประชากรทั้งโลก และ 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีทั่วโลก
การประชุมสุดยอดครั้งนี้นอกจากเจ้าภาพจีนแล้ว ยังมีผู้นำจาก 29 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม รวมทั้งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซีย นายกรัฐมนตรีฮุน เซนของกัมพูชา ประธานาธิบดีโจโก วิโดโดของอินโดนีเซีย และบรรดาผู้นำจากยุโรป รวมถึงนายกรัฐมนตรีสเปน อิตาลี กรีซ และฮังการี



