ข่าว

เร่งคนซื้อบ้านชี้ปีหน้าราคาขึ้น6%จับตาปลายปีนี้

เร่งคนซื้อบ้านชี้ปีหน้าราคาขึ้น6%จับตาปลายปีนี้

09 ก.ย. 2552

คาดปีหน้าราคาบ้านปรับขึ้น 6-7% ตามราคาปูนและเหล็กเส้น จับตาปลายปีเร่งโอนบ้าน-คอนโดกันคึกคัก เพื่อให้ทันมาตรการลดค่าธรรมเนียมหมดอายุ เชียร์ปีนี้จังหวะดีของคนซื้อบ้าน

นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวถึงแนวโน้มราคาบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมในปีหน้าว่า มีโอกาสปรับขึ้นประมาณ 6-7% หรือราคาบ้าน 1 ล้านบาท ก็จะปรับขึ้นประมาณ 5-6 หมื่นบาท เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ราคาปูนซิเมนต์และราคาเหล็กเส้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญปรับขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นบ้านที่สร้างเสร็จในปีหน้าราคาก็จะปรับสูงขึ้นด้วย ขณะที่มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนองของรัฐบาลจะสิ้นสุดในวันที่ 8 มีนาคม 2553 ทำให้ผู้ซื้อต้องรับภาระค่าธรรมเนียมสูงขึ้น

 "ปีนี้เป็นโอกาสดีของคนซื้อบ้าน เพราะราคาบ้านยังเป็นราคาเดิม และยังได้รับสิทธิพิเศษจากมาตรการของรัฐบาล" นายอิสระ กล่าวและว่า ในช่วงปลายปีนี้จะต้องจับตาดูตลาดอสังหาริมทรัพย์ คงมีความคึกคักขึ้น เพราะจะมีการเร่งโอนที่อยู่อาศัย เพื่อรับสิทธิพิเศษจากมาตรการของรัฐให้ทันภายในปีนี้

 นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ส่วนตลาดคอนโดมิเนียมในปีนี้ คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยมียอดคอนโดมิเนียมจดทะเบียนใหม่ ประมาณ 8 หมื่นยูนิต ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยราคาคอนโดมิเนียม 1 ล้านบาทเศษ จะยังสามารถขายได้ดี และเชื่อว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะไม่เกิดปัญหาคอนโดมิเนียมล้นตลาด

 ด้านนายพันธุ์เทพ ทานชิติกุล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ต้นปี 2553 ราคาวัสดุก่อสร้างทั้งคอนกรีตและเหล็กจะเพิ่มขึ้น 10% ตามราคาน้ำมัน ทำให้ราคารับสร้างบ้านคงขยับขึ้นตามไปด้วย สำหรับมูลค่าธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ ใกล้เคียงกับปีที่แล้วคือ ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และพบว่าลูกค้ามีการสร้างบ้านในราคาที่สูงขึ้น จากเดิมไม่เกิน 5 ล้าน เป็น 5-20 ล้านบาท และมีการขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์มาก่อสร้างบ้าน เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ

 ขณะที่นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ธนาคารยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จนถึงสิ้นปีนี้ แม้ว่าธนาคารจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังตรึงไว้ที่ระดับ 1.25% แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับต่ำสุดแล้ว และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้ในปีหน้า โดยจะมีการพิจารณาอีกครั้งในไตรมาส 1 ปี 2553

 สำหรับโครงการปล่อยสินเชื่อฟาสต์แทร็กวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาทนั้น ได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการซื้อบ้านจำนวนมาก และคาดว่าจะเต็มวงเงินอย่างแน่นอน โดยหลังจากที่ได้เปิดโครงการประมาณ 2 สัปดาห์ ทำให้ขณะนี้มียอดปล่อยสินเชื่อไปแล้วประมาณ 2,000 ล้านบาท