
กฟผ.เล็งผุดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทับสะแก
กฟผ.เล็งผุดโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทับสะแก
นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.เตรียมศึกษาความเป็นไฟฟ้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่ 3 จ.สงขลา ในพื้นที่เดียวกับโรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2โดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ขนาด 800-1,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ และทดแทนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินจ.กระบี่ ขนาด 800 เมกะวัตต์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามแผน
“สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้ส่งสัญญาณมายัง กฟผ.ว่ามีความเป็นไปได้ที่ภาครัฐจะเจรจาซื้อก๊าซฯจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA ) เพิ่มขึ้น โดยให้ กฟผ.ไปศึกษาว่าจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร”
โรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่3 ควรเกิดขึ้นก่อนปี 2564-2565 เนื่องจากเป็นช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคใต้จะเติบโตใกล้เคียงกับกำลังการผลิต จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เข้ามาเสริมสร้างความมั่นคง และแม้ว่าโรงไฟฟ้าจะนะ แห่งที่3 จะสามารถทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ได้ แต่ยังมีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อ.เทพา จ.สงขลา 2 โรง เพื่อรองรับความความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเติบโตขึ้นตามประมาณการในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ.2558-2579 (PDP 2015)
กฟผ.ยังเสนอไปยังกระทรวงพลังงานให้พิจารณาปรับใหญ่แผน PDP 2015 หลังจากหลายสมมติฐานเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกรณีความล่าช้าในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 2 แห่ง คือโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา
นายกรศิษฏ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นการปรับ PDP รอบใหม่ควรมีการกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าเป็นรายภาค จากเดิมกำหนดปริมาณสำรองไฟฟ้าไว้ไม่ต่ำกว่า 15% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าหลักในแต่ละภาคที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าใกล้เคียงกับความต้องการใช้ โดยเฉพาะภาคใต้
นายกรศิษฏ์ ยังกล่าวด้วยว่า กฟผ.ได้เตรียมความพร้อมในการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยวิจัยและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขนาด 5 เมกะวัตต์บนเนื้อที่ 600 ไร่ โดยนำ 4 เทคโนโลยีมาติดตั้งไว้ในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ 1.ผลึกซิลิคอน ขนาด 1 เมกะวัตต์ ประเภทหมุนตามแสงอาทิตย์ได้ 2.ชนิดอะมอร์ฟัสซิลิคอน ขนาด2 เมกะวัตต์ ประเภทติดตั้งแบบคงที่ 3. ชนิดไมโครคริสตอลไลน์อะมอร์ฟัสซิลิคอน ขนาด 1 เมกะวัตต์ และ 4.ชนิดสารประกอบของคอปเปอร์อินเดียมแกลเลียมไดเซเลไนด์ ขนาด 1 เมกะวัตต์
การติดตั้งระบบดังกล่าว เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าที่เหมาะสมในพื้นที่ชายฝั่งทะเล ซึ่งจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1 ปี จากนั้นจะนำโครงการวิจัยไปใช้ในโครงการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ที่กฟผ.อยู่ระหว่างขออนุมัติจากกระทรวงพลังงานเพื่อดำเนินการ
นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และในฐานะโฆษก กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. อยู่ระหว่างจัดทำเอกสารประกวดราคาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์) 2 โครงการ คือ 1. โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำบริเวณอ่างเก็บน้ำ อ.วังน้อง จ.อยุธยา ขนาด 2 เมกะวัตต์ และ2.โครงการโซลร์ฟาร์มจอมบึง จ.ราชบุรี พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บ Energy storage ขนาด 8 เมกะวัตต์ คาดว่าโครงการแรกจะสามารถประกาศขายซองและเปิดประมูลได้เดือน ส.ค. 2560 และโครงการที่ 2 ในเดือนต.ค. 2560
ทั้ง 2 โครงการจะรู้ผลประมูลในปี 2560 นี้และเริ่มก่อสร้างในปี 2561 โดยโครงการแรกกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในเดือน ธ.ค. 2561 ซึ่งเป็นการจ่ายไฟเพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าวังน้อยและโครงการที่ 2 กำหนด COD ธ.ค. 2562 ซึ่งทั้ง 2 โครงการอยู่ในแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียน 500 เมกะวัตต์แรกของ กฟผ.
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กพช.)ว่าที่ประชุมมีมติรับทราบแนวทางการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวะวิกฤติก๊าซธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในปี 2564-2566 เนื่องจากความล่าช้าของการสรุปแนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้การผลิตไม่ต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะลดลง รวมทั้งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งการรองรับวิกฤติก๊าซธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในปี 2564-2566 จำเป็นที่จะต้องมีการปรับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2558-2579 (พีดีพี2015) โดยที่ประชุมฯมีมติให้มีการปรับปรุงแผนพีดีพีให้แล้วเสร็จภายใน 5-6 เดือน
“การตัดสินใจปรับแผนพีดีพีจะต้องแล้วเสร็จในปี 2560 เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดวิกฤตในอีก 5 ปีข้างหน้า หากไม่ทันก็จะทำให้ไฟฟ้ามีไม่เพียงพอใช้ เพราะขณะนี้เราใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งการปรับแผนพีดีพีจะต้องดูผลกระทบให้รอบด้านทั้งการจัดหาไฟฟ้าและราคาไฟฟ้าที่จะไม่กระทบต่อประชาชน”พล.อ.อนันตพร กล่าว
นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่าแผนพีดีพีฉบับปัจจุบันไม่สามารถรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นในปี 2564-2566 ได้เนื่อง ตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ พ.ศ.2558-2579 ที่อยู่ในแผนพีดีพี 2015
“เมื่อเกิดปัญหาแบบในลักษณะปัจจุบันคือประสิทธิภาพในการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงและยังไม่สามารถเปิดประมูลสัมปทานรอบใหม่ รวมทั้งการไม่สามารถเข้าระบบของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศสูงถึง 13,623 ล้านหน่วย หรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 1,700 เมกะวัตต์ จึงต้องมีการเตรียมปรับแผนพีดีพีเพื่อรองรับ”



