
ดึงเยอรมันหุ้นส่วน ขับเคลื่อน‘อุตฯ4.0’
อุตสาหกรรมดึงเยอรมนี ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 รูปแบบประชารัฐ
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวหลังร่วมงาน "Industry 4.0 in Thailand 4.0 : Germany - Thai Partnership for the Industry of Tomorrow ว่าได้เสนอให้ประเทศเยอรมนี ที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรม 4.0 เป็นหุ้นส่วนไทย-เยอรมนีขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานผ่านรูปแบบกลไกประชารัฐ รวมถึงช่วยยกระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 เพื่อเอสเอ็มอีเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ในอนาคตต่อไป
จากนั้นขยายโอกาสออกไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV หรือกัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนามต่อไป ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลางมีความเชื่อมโยงและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศ CLMV จะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเช่นกัน ส่วนเอกชนเยอรมนี ขณะนี้มีการลงทุนในไทยประมาณ 600 บริษัท และมีโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มอีก
สำหรับคณะทำงานหุ้นส่วนไทย-เยอรมนีขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 ผ่านกลไกประชารัฐ โดยมีนายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานคณะทำงาน กำหนดกรอบการทำงานเบื้องต้นเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ โดยคณะทำงานฝ่ายไทย ประกอบด้วยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) และภาคเอกชนผ่านกลไกประชารัฐ หรือ Public-Private Collaboration ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนฝ่ายเยอรมัน จะมีสถานทูตเยอรมัน บริษัทขนาดใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญอุตสาหกรรม 4.0 เช่น BOSCH SIEMENS และSAP เป็นต้น เข้าร่วมขับเคลื่อนการเป็นหุ้นส่วน
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลเดินหน้าปรับเปลี่ยนประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 โดยลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งในส่วนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ลงทุนโครงข่ายอินเทอร์เน็ต 76,000 หมู่บ้าน ทำให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตราคาถูกใน 2 ปีข้างหน้าและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น การปรับเปลี่ยนและออกกฎหมายใหม่เพื่อรองรับแล้ว รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่รองรับกับอุตสาหกรรมใหม่ โดยมี 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เรียกว่า S-Curve ดังนั้นปีนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่จะลงมือปฏิบัติอย่างเป็นระบบ คือการสร้างความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ฝ่ายเยอรมันเห็นว่านโยบายภาพรมของไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 เดินมาถูกทาง เห็นได้จากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ การออกกฎหมายใหม่ๆเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้า และการลงทุน และพ.ร.บ.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต และพัฒนาระบบการศึกษา สร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรม 4.0
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าอุตสาหกรรม 4.0 ทำให้เกิดการใช้แรงงานที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพขึ้น ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง และใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่ามากขึ้น โดยจากการสำรวจของ ส.อ.ท. พบว่าประมาณ 70% ของอุตสาหกรรมไทยยังอยู่ในระดับอุตสาหกรรม 2.0-2.5
ดังนั้น ส.อ.ท. จึงกำหนดเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากร 3 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรกลที่จะช่วยยกระดับจากอุตสาหกรรม 2.0-2.5 ไปเป็นอุตสาหกรรม 3.0 กลุ่ม System Integratorที่จะนำกลไกต่างๆ มาเชื่อมโยงให้เป็นระบบ และกลุ่มผู้ดูแลรักษาระบบให้มีประสิทธิภาพ หลังจากนั้นจึงจะพัฒนาต่อเนื่องไปสู่ระดับอุตสาหกรรม 4.0
“อุตสาหกรรม 4.0 เป็นการผลิตที่ยกระดับด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เครื่องจักรต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงการทำงานเป็นระบบ มีการสื่อสารระหว่างกัน รวมถึงมีการผลิตด้วยความเร็วสูงและมีความยืดหยุ่น เกิดนวัตกรรมของบริการและสินค้าใหม่ ๆ สิ่งที่ตามมาคือการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง" นายเจน กล่าว



