
สื่อรัฐกับทักษิณ
ครั้งสุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปรากฏภาพและเสียง ผ่านจอสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท เมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ประกาศปลดผู้บัญชาการทหารบก พยายามต่อต้านการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของเขา
แต่ไม่สำเร็จ และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2552 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ใช้สื่อวิทยุในเครือข่าย อสมท คลื่น 100.5 พูดผ่านรายการ “ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ” ฟาดฟันรัฐบาล และศัตรูทางการเมืองของเขาอีกครั้ง ประเด็นสำคัญหาได้อยู่ที่ถ้อยคำ หรือเนื้อหาซึ่งเป็นการผลิตซ้ำและถูกส่งผ่านสื่อวิดีโอลิงก์ สื่อสีแดง โดยสื่อกระแสหลักก็ได้กระจายข้อมูลข่าวสารไปอย่างทั่วถึงแล้ว หากแต่อยู่ที่การใช้สื่อของรัฐ โดยคนที่เชื่อว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า การให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นปฏิปักษ์ต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยโดยตรง เป็นการประณามกระบวนการยุติธรรม กระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการให้ร้ายประเทศไทย และเป็นการให้ร้ายสถาบันองคมนตรีด้วย ฉะนั้น ถึงแม้เขาจะเคารพการทำหน้าที่ของสื่อ แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศด้วย ในขณะที่นายจอม เพชรประดับ ผู้ดำเนินรายการ ยืนยันว่าเขาได้ปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วยเจตนา ด้วยความเป็นธรรม รวมทั้งสร้างความเข้าใจในข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนผู้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้พิจารณาตัดสินใจในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น
ปัญหาที่ต้องวิเคราะห์มีว่า รัฐบาลแทรกแซงการทำงานของสื่อหรือไม่ แม้ว่า นายจอม เพชรประดับ จะยุติการจัดรายการด้วยความเชื่อว่าเขาแสดงความรับผิดชอบด้วยตัวเอง แต่ท่าทีความไม่พอใจของรัฐมนตรีผู้กำกับ ดูแล อสมท ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าอย่างไร นายจอม เพชรประดับ ก็ต้องยุติบทบาทการจัดรายการนั้นอยู่ดี ในทางตรงกันข้าม นายจอม เพชรประดับ ได้ทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีตามวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบทั้งในเชิงจริยธรรมและกฎหมายหรือไม่ ประเด็นเรื่องรัฐบาลแทรกแซงสื่อนั้น ต้องยอมรับว่านายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้ใช้ถ้อยคำชัดเจนที่สื่อไปถึงผู้บริหาร อสมท เป็นการแทรกแซงสื่อ แต่นายจอม เพชรประดับ ได้ทำหน้าที่ถูกต้องหรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 46 ให้การรับรองเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นของพนักงาน หรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่นไว้ว่า จะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ ฐานะของนายจอม เพชรประดับ โดยนัยของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและส่งเสริมมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน ของรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการยกร่างขณะนี้ ครอบคลุมถึงผู้จัดรายการอิสระด้วย นายจอม ได้ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูล ข่าวสารอย่างรอบด้านแล้ว เป็นเรื่องของผู้รับสารที่จะใช้ดุลพินิจเอง การทำหน้าที่ของนายจอมจึงไม่น่าจะขัดกับหลักการของการเป็นสื่อมวลชนที่ดี



