ข่าว

อภิสิทธิ์ต้องลงดาบพัชรวาท

อภิสิทธิ์ต้องลงดาบพัชรวาท

09 ก.ย. 2552

หลังจาก "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด 4 ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยชี้มูลความผิดคดีอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อ "สมชา

 ในส่วนของ "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ "พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว" ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น) มีความผิดอาญาและวินัยร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาต้องพิจารณาโทษ คือ "ให้ออก" หรือ "ไล่ออก" เท่านั้น

 ซึ่งตามหลังจาก ป.ป.ช.มีมติ "พัชรวาท" ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตร 55 ที่บัญญัติว่า

 "ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า ข้อกล่าวหาใดมีมูล และข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องที่ประธานวุฒิสภาส่งมาตามมาตรา 43 (1) หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 43 (2) นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษา แล้วแต่กรณี"

 ขณะที่ "พัชรวาท" ยังยืนยันหลังรับทราบคำสั่ง จะทำหน้าที่ตามปกติ จนกว่าจะมีคำสั่งตามกฎหมาย ตามระเบียบขั้นตอนออกมา 

 หลังมีมติของ ป.ป.ช.ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้ "พัชรวาท" หยุดปฏิบัติหน้าที่และแสดงสปิริตโดยการลาออก

 "ปรีชา สุวรรณทัต" นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า ตามกฎหมายของ ป.ป.ช. พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ส่วนโทษ "ให้ออก" กับ "ไล่ออก" ต้องรอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาโทษ ซึ่งโทษการให้ออกกับไล่ออกต่างกัน ถ้าให้ออกผู้กระทำความผิดจะได้รับบำเหน็จ-บำนาญ แต่ถ้าไล่ออกไม่ได้

 อย่างไรก็ตาม "ปรีชา" กล่าวว่า สำหรับโทษที่ พล.ต.อ.พัชรวาท จะได้รับนั้นนายอภิสิทธิ์จะมีทางเลือกแค่ 2 สถานเท่านั้นคือ สั่งให้ออก กับไล่ออก จะสั่งเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะต้องปฏิบัติตามมติของ ป.ป.ช.

 ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ตัดสินหรือให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ออกก่อนเกษียณ นายกฯ อาจเข้าข่ายหรือหมิ่นเหม่ทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช.

 "ผมเห็นว่าเรื่องนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ ต้องมีคำสั่งลงโทษคุณพัชรวาท ตามมติ ป.ป.ช. จะปล่อยให้คุณพัชรวาท ชิงลาออกก่อนไม่ได้ เพราะจะถือว่าเป็นการเลี่ยง หรือทำเหมือนตัวเองไม่มีความผิดไม่ได้ เนื่องจากการลาออกก่อนจะทำให้มีผลต่อบำเหน็จและบำนาญ และนายกฯ ก็ต้องไม่อนุมัติ ถ้านายกฯ ฝ่าฝืนอาจเจอข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ได้"

 นอกจากนี้ "ปรีชา" ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการชี้มูลความผิดจากกรณีนี้ด้วยว่า อาจจะเข้าข่ายมีการใช้อำนาจหน้าที่จนส่งผลให้มีคนเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก น่าจะมีการนำฐานความผิดมาพิจารณาเพิ่มในชั้นอัยการได้อีก
 ฟัง "นักกฎหมาย" อธิบายความให้ฟังบอกตามตรงหนาวแทน "พัชรวาท" จริงๆ !!  

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

  มาตรา 55 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล และข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องที่ประธานวุฒิสภาส่งมาตามมาตรา 43 (1) หรือผู้เสียหายยื่นคำร้องเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 43 (2) นับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีคำพิพากษา แล้วแต่กรณี

  มาตรา 43 (2)  ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 66

 มาตรา 66 ในกรณีที่มีผู้เสียหายกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

 บทบัญญัติตามวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนด้วย