สปท.ชงนายกฯนั่ง ปธ. 'บอร์ดไซเบอร์'
สปท.ชงแก้ไข กม.ไซเบอร์ ให้นายกฯนั่งปธ.บอร์ดกปช. แทนรมว.ดิจิตอล พร้อมติดดาบ กปช. สั่งรัฐ-เอกชนยุติได้ ไม่ร่วมมือเจอคุก
14 พ.ค.60 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้สั่งให้มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันที่ 15 พ.ค.เวลา 9.30 น. และสั่งงดการประชุมวันที่ 16 พ.ค.นี้ เพื่อให้สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมาธิการได้อย่างเต็มที่ ส่วนการประชุมในวันที่ 15 พ.ค.มีเรื่องที่บรรจุในวาระการประชุม 2 เรื่อง คือ 1.พิจารณาแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “คน” เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองพิจารณาเสร็จแล้ว 2.พิจารณาแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปที่สำคัญและเร่งด่วน (๒๗ วาระ) ในปี ๒๕๖๐ กลุ่ม “โครงสร้างพื้นฐาน” เรื่อง ผลการศึกษาและข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายงานผลการศึกษาและข้อสังเกตร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ของคณะกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน กมธ.ฯ มีข้อเสนอให้มีการแก้ไขหลักการของร่างพระราชบัญญัติ โดยกำหนดกรอบแนวความคิด ขอบเขตการใช้อำนาจให้มีความชัดเจน ครอบคลุมในด้านความมั่นคง พร้อมเพิ่มมาตรการเชิงรุก ตอบโต้ ในกรณีที่เกิดการปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่ทั้งจากระดับบุคคล องค์กร รัฐต่อรัฐภัยพิบัติและภัยสาธารณะที่อาจส่งผลต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ เพื่อให้สามารถยุติสถานการณ์ภัยคุกคามได้ทันท่วงที และพิจารณาเรื่องการใช้และเผยแพร่เนื้อหาที่มีลักษณะที่สร้างผลกระทบด้านการบ่อนทำลายต่อประเทศ รัฐบาล และสถาบันหลัก โดยกำหนดให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการดำเนินการ และมีหน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นผู้สนับสนุนและให้คำปรึกษา
นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามหลายประเด็น อาทิ คำว่า"ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์" เพื่อให้ครอบคลุมถึงภัยคุกคามทุกด้านที่อาจส่งผลกระทบระบบไซเบอร์ของประเทศ โดยให้แก้ไขเป็นดังนี้“ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” หมายความว่า มาตรการและการดำเนินการเพื่อปกป้อง ป้องกัน การส่งเสริม เพื่อรับมือและแก้ไขสถานการณ์ด้านภัยคุกคามที่จะส่งผลต่อการให้บริการด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต โครงข่ายโทรคมนาคม การให้บริการดาวเทียม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบกิจการสาธารณะสำคัญ ซึ่งเป็นเครือข่ายในระดับประเทศ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติความมั่นคงทางการทหาร ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มคำนิยามคำว่า “ไซเบอร์” ไว้ในพระราชบัญญัตินี้ด้วย เพื่อให้หน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจความหมายอย่างชัดเจนและตรงกัน โดยแก้ไขข้อความ“ไซเบอร์” หมายความว่า กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์การสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์
แก้ไขสัดส่วนคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.)ให้มีนายกฯ หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายมาเป็นประธาน กปช. เปลี่ยนจากเดิมที่กำหนดให้ รมว.ดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ขณะที่บทบัญญัติว่าด้วยสำนักงาน กปช. แก้ไขให้กปช.เป็นส่วนราชการ ฐานะเท่ากับกรม ที่ขึ้นตรงต่อนายกฯจากเดิมที่เป็นเพียงหน่วยงานของรัฐฐานะนิติบุคคล ปรับเรื่องหน้าที่ให้ กปช.เป็นองค์กรศูนย์กลางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้อำนาจตอบสนอง รับมือ ตอบโต้เชิงรุกกับกรณีทีเกิดภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญหรือร้ายแรง โดยกำหนดการสร้างมาตรการรับมือดังกล่าวอยู่ในชั้นความลับ และหากเกิดเหตุวิกฤตร้ายแรง ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์ทางทหาร ให้มอบให้ฝ่ายทหารเข้าดำเนินการตามกฎหมายอื่นที่ออกมาใช้บังคับในสถานการณ์ขณะนั้น หรือในกรณีที่เกิดเหตุวิกฤต หรือเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่ส่งผลกระทบ ในด้านอื่น ๆ ให้กปช. สั่งการหรือมอบหมายให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขสถานการณ์
ส่วนมาตรการรับมือและการปฏิบัติต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ให้อำนาจ กปช. สั่งการไปยังหน่วยงานของรัฐหน่วยงานเอกชนให้แก้ไข ยกเลิก หรือยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงไซเบอร์ทันที กรณีหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่ากระทำผิดวินัย และส่งเรื่องให้ ครม.พิจารณาได้ ส่วนกรณีเอกชน ให้อำนาจ กปช. สั่งตรงไปยังหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการก่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ยุติการกระทำหรืองดเว้นการกระทำได้ทันที ถ้าเกิดกรณีที่จำเป็นซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากเอกชนก่อน หากหน่วยงานเอกชนไม่ยินยอมสามารถใช้มาตรการทางคำสั่งศาลได้ นอกจากนี้ ยังเสนอเพิ่มมาตรการลงโทษด้วยการจำคุกและปรับเงินด้วย หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่
สำหรับ รายงาน” เรื่อง การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย"มีสาระสำคัญคือ การปฏิรูปการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นวาระแห่งชาติ โดยให้มีการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองและผู้ดำรงทางการเมือง เพื่อให้การขับเคลื่อนการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมีความต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้รัฐสภาทำหน้าที่เป็นหน่วยรองรับภารกิจ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองไปพลางก่อน ในระหว่างที่ยังไม่ได้มีกฎหมาย โดยใช้งบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และมอบหมายให้สำนักประชาสัมพันธ์เป็นผู้รับผิดชอบ ให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ใช้ม.44 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนเพื่อให้ทุกองค์กรของรัฐจะต้องมีความเข้าใจร่วมกันที่ชัดเจนในเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ให้เป็นเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) สู่สังคม ให้รัฐบาลระดมสรรพกำลัง กลุ่มนักการเมือง กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐพนักงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มประชาสังคม กลุ่มสื่อมวลชน กลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนตามแผนแม่บท ให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และหน่วยงานที่ปฏิบัติการด้านสื่อ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นแกนน าในการจัดสรรเวลาให้ความรู้เกี่ยวกับ วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กระทรวงการต่างประเทศ เจรจากับมิตรประเทศ ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของสังคมประชาธิปไตย รวมทั้งหน่วยงานในเครือข่ายขององค์กรสหประชาชาติ ให้พรรคการเมืองมีบทบาทและสนับสนุนงบประมาณ ความรู้แก่สาธารณะชนในการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย



