
สปท.เอาใจ รัฐราชการ ตั้ง "กปช."ล้วงข้อมูลเอกชน
"สปท." จ่อพิจารณา ร่างกฎหมายไซเบอร์ ฉบับแก้ใหม่ จันทร์นี้! เปิดทาง "นายกฯ" คุมทั้งระบบอินเตอร์เน็ต ตั้ง "กปช." เป็นเซ็นต์เตอร์ความมั่นคงประเทศ
13 พ.ค. 2560 -- ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในวันที่ 15 พฤษภาคมนั้น จะมีวาระพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ ผลการศึกษาและข้อสังเกตร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สปท. ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน กมธ.ฯ ทั้งนี้ผลการศึกษาดังกล่าวได้นำเนื้อหาหลักมาจากร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.... ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการและอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และรับฟังความเห็นเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอให้ปรับปรุงเนื้อหาให้มีความเหมาะสมต่อการปกป้องระบบไซเบอร์ ได้แก่ ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต, ระบบโทรคมนาคมสื่อสาร, ระบบดาวเทียม ของประเทศ และเนื้อหาที่ทันสมัยต่อการยุติสถานการณ์ภัยคุกคามรวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาที่มีผลกระทบด้านการบ่อนทำลายประเทศ รัฐบาล และสถาบันหลักได้อย่างทันท่วงที
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีรายละเอียดสำคัญ ได้แก่ เสนอให้แก้ไขและเพิ่มเติมคำนิยาม อาทิ คำว่า "ไซเบอร์" ที่หมายถึงกิจกรรมทีเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์ การสื่อสารข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์, คำว่า "ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์" หมายถึง มาตรการและการดำเนินการเพื่อปกป้อง, ป้องกัน, รับมือ แก้ไขสถานการณ์ด้านภัยคุกคามที่ส่งผลต่อการบริการด้านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ , อินเทอร์เน็ต โครงข่ายโทรคมนาคม การบริการดาวเทียม ระบบกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานระบบกิจการสาธารณะสำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางการทหาร ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
นอกจากนั้นได้เสนอแก้ไขส่วนคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ระบุให้นายกฯ หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นประธาน กปช., มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองประธานคนที่1, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นรองประธานคนที่2 จากเดิมที่ร่างกฎหมายกำหนดให้มี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เป็นประธาน, ขณะที่ตำแหน่งกรรมการนั้น แก้ไขให้มี 7 ปลัดกระทรวง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม, กระทรวงการคลัง, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงดีอี, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สมช.), ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.),เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นกรรมการ จากเดิมที่มีจะหน่วยางนหลักคือ สมช., ดีอี, กลาโหม, ผู้บังคับการกองปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ ขณะที่สัดส่วนกรรมการจากภาควิชาการนั้น ได้เพิ่มคุณสมบัติเฉพาะสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ด้านการทำคดีปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโยโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโทรคมนาคม หรือดาวเทียม ด้านการบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขณะที่บทบทบัญญัติว่าด้วยสำนักงาน กปช. นั้น แก้ไขให้เป็นส่วนราชการ ฐานะเท่ากับกรม ที่ขึ้นตรงต่อนายกฯ จากเดิมที่กำหนดฐานะของหน่วยงานไม่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ แต่เป็นหน่วยงานของรัฐฐานะนิติบุคคล ส่วนอำนาจและหน้าที่ได้ปรับปรุงรายละเอียด โดยให้ สำนักงานกปช.เป็นองค์กรศูนย์กลางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, ให้อำนาจตอบสนองและรับมือ รวมถึงตอบโต้เชิงรุกกับกรณีทีเกิดภัยคุกคามหรือสถานการณ์ที่อาจสร้างผลกระทบ, สร้างความสูญเสีย, ความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญหรือร้ายแรง โดยกำหนดการสร้างมาตรการรับมือดังกล่าวอยู่ในชั้นความลับ, ให้อำนาจ
ส่วนมาตรการรับมือและการปฏิบัติต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์นั้น ได้เพิ่มบทบัญญัติที่ทำให้หน่วยงานเอกชน ซึ่งหมายถึงหน่วยงานที่เกิดจากรวมตัวของบุคคล ทั้งที่จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไรหรือไม่แสวงหากำไร และหน่วยงานที่ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลจากรัฐต้องปฏิบัติตามแผนแม่บทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ทั้งนี้ให้อำนาจ กปช. สั่งการไปยังหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชนให้แก้ไข ยกเลิก หรือยุติการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงไซเบอร์ทันที หากหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมาตรการฯ ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัย และส่งเรื่องให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาลงความเห็น นอกจากนั้นได้ให้อำนาจ กปช. สั่งตรงไปยังบุคคล หรือหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการก่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ยุติการกระทำหรืองดเว้นการกระทำได้ทันที สำหรับกรณียับยั้งหรือป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่จำเป็น ให้สิทธิหน่วยงานของรัฐ หรือสำนักงาน กปช. มีสิทธิขอข้อมูลจากหน่วยงานเอกชนหรือหน่วยงานรัฐได้ ทั้งนี้กรณีเป็นข้อมูลของหน่วยงานเอกชนมีข้อกำหนดเพิ่มเติมว่า ต้องได้รับความยินยอมก่อน หากหน่วยงานเอกชนไม่ยินยอมสามารถใช้มาตรการทางคำสั่งศาลได้ ขณะที่เนื้อหาที่เสนอเพิ่มเติมได้เพิ่มมาตรการลงโทษด้วยการจำคุกและปรับเงินด้วยหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่พบการระบุจำนวนปีที่ตัดสินจำคุก หรือ จำนวนเงินค่าปรับ
ทางด้าน พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธาน กมธ.ฯ ด้านสื่อสารมวลชนคนที่หนึ่ง เปิดเผยกับทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์ ว่า การเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... เนื่องจากต้องการให้มีความทันสมัยต่อการป้องกันภัยคุกคามทางเทคโนโลยีที่ทันท่วงที เช่น กรณีที่มีการปล่อยไวรัสผ่านระบบธนาคาร หรือ ระบบของตู้เอทีเอ็ม หากไม่มีหน่วยงานหรือมาตรการรับมือทันทีอาจสร้างความเสียหายต่อระบบธนาคารได้ อย่างไรก็ตามเจตนาของร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่เพื่อควบคุมการส่งข้อมูลข่าวสารหรือการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบของฝ่ายบริหาร.



