
ประชาชนฝ่าสายฝนสักการะพระบรมศพ
บรรยากาศประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9
บรรยากาศในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นวันที่ 191 โดยเจ้าหน้าที่เปิดประตูวิเศษไชยศรีตั้งแต่เวลา 05.00 น. แม้จะมีฝนตกหนักตลอดทั้งวันแต่ก็ยังมีประชาชนเข้าแถวรอถวายสักการะอย่างต่อเนื่อง
น.ส.วิไลรัตน์ ศิริพิพัฒน์โสภณ (ขวาสุด)
น.ส.วิไลรัตน์ ศิริพิพัฒน์โสภณ อายุ 55 ปี พนักงานบริษัท มิตซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรี่ส์–มหาจักร แอร์ คอนดิชั่นเนอร์ส จำกัด ที่ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคณะเจ้าภาพ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ได้เข้ากราบถวายสักการะพระบรม เพราะก่อนหน้านั้นเคยมาเองแล้ว ทุกครั้งที่ได้มากราบพระองค์ท่านรู้สึกเหมือนตัวเองได้บุญ กลับไปก็อิ่มเอมใจ สบายใจ แม้พระองค์ท่านจะจากไปแล้วแต่ก็ยังคงอยู่ในใจเสมอ
"พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ทำให้เราต้องตระหนักถึงบุญคุณอันใหญ่หลวงที่ทรงทำเพื่อประเทศไทย ทรงเสียสละเวลาและทุ่มเทพระวรกายอย่างหนักเพื่อประชาชนชาวไทย เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพสกนิกร ก็ไม่เคยถือพระองค์ เป็นกันเองเหมือนพ่อกับลูก ไม่ต้องมีพิธีการอะไรมากมาย เชื่อว่าไม่มีกษัตริย์องค์ในโลกนี้ที่ทรงงานหนักอย่างพระองค์ท่านอีกแล้ว" น.ส.วิไลรัตน์ กล่าว
น.ส.วิไลรัตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวชอบแนวพระราชดำริ กังหันน้ำชัยพัฒนา เพราะเป็นโครงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานรูปแบบสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบเรียบง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถผลิตได้เองในประเทศไทย ที่สำคัญคือสามารถบำบัดน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำมาปรับปรุงคุณภาพน้ำตามสถานที่ต่างๆ ทั่วภูมิภาคอีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งแนวพระราชดำริที่ทรงช่วยเหลือพสกนิกรมาโดยตลอด
น.ส.จิณณา กันตานนท์
น.ส.จิณณา กันตานนท์ อายุ 37 ปี อาชีพนิติกรปฏิบัติการ สำนักงานจังหวัดสมุทรสงคราม อาศัยวันหยุดราชการเนื่องในวันพืชมงคล นัดแนะเพื่อนร่วมงาน น.ส.พรณวรรณ อ่ำสกุล สิบเอกหญิงเมธาวดี บูรวัฒน์ และนายวิรินทร์ โฮกอ่อน มาสักการะพระบรมศพเป็นครั้งแรก โดยขับรถยนต์ส่วนตัวออกจากบ้านมาตั้งแต่เวลา 05.30 น.เผยว่า ความกตัญญูรู้คุณต่อผู้ให้กำเนิดเป็นสิ่งสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ที่ได้ชื่อว่าลูกทุกคน ตลอดการครองราชย์ 70 ปีแม้พระองค์จะทรงงานหนักแค่ไหน แต่พระองค์ก็ยังทรงใส่พระราชหฤทัย หาเวลามาอยู่และดูแลแม่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้คิดได้ว่า ไม่ว่างานจะหนักและมากมายเพียงไหน คนที่เราไม่ควรจะหลงลืม ละเลยให้ความสำคัญเท่าๆกันคือ บิดามารดา ผู้ปกครอง และครอบครัว ที่ดูแลเรามาแต่เล็กจนเติบใหญ่ เพราะครอบครัวคือพื้นฐานที่สำคัญของสังคม
"ในฐานะที่เป็นข้าราชการน้อมนำคำสอนของพระองค์ เรื่องการทำหน้าที่ของข้าราชการ ที่ว่าข้าราชการไม่ว่าจะอยู่ตําแหน่งใด ระดับไหน มีหน้าที่อย่างไร ล้วนแล้วแต่มีส่วนสําคัญ อยู่ในงานของแผ่นดินทั้งสิ้น ทุกคนจึงต้องต้องใจปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกําลังความสามารถด้วยอุดมคติ ด้วยความเข้มแข็งเสียสละและระมัดระวังให้การทุกอย่างในหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องเที่ยงตรงด้วยความระลึกรู้ตัว อยู่เสมอว่าการปฏิบัติตัว ปฏิบัติงานของตนมีผลเกี่ยวเนื่องถึงสุขทุกข์ของประชาชน ตลอดจนความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงของประเทศชาติทำงานเพื่อรับใช้ประชาชน ให้เกียรติ ไม่ดูหมิ่นเหยียดหยาม ต้องทำงานด้วยความเพียร พยายาม และอดทนเพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย" นิติกรปฏิบัติการกล่าว
น.ส.พรณวรรณ อ่ำสกุล
ด้าน น.ส.พรณวรรณ อ่ำสกุล อายุ 34 เจ้าหน้าที่บริหารงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรสงคราม เผยความรู้สึกว่า รู้สึกตื้นตันใจที่ได้มากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่วนตัวแล้วยึดหลักจากทรงงานกับการใช้ชีวิตอย่างสมดุลย์ของพระองค์เป็นต้นแบบ จะเห็นได้ว่าทรงงานหนักตรากตรำเพื่อปากท้องและความเป็นอยู่ของพสกนิกรในถิ่นทุรกันดารอย่างมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ขณะเดียวกันยังทรงมีพระปรีชาสามารถด้านดนตรี ทรงทำสิ่งที่พระองค์รักควบคู่กันไปได้ และสามารถทำได้ดีจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก
สำหรับการน้อมนำคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ในชีวิตประจำวันคือการคิดก่อนพูด จะทำสิ่งใดจำเป็นต้องหยุดคิดเสียก่อน รวมทั้งในสถานที่ทำงารหากเพื่อนร่วมงานคิดต่าง มีข้อขัดแย้งจะไม่ใช้อารมณ์โต้แย้ง แต่จะยึดหลักเหตุและผล โดยไม่ดูหมิ่นความคิดเห็นของคนอื่น ซึ่งช่วยลดความขัดแย้งหรือความแตกแยกในสังคมได้



