
ศรีตรังทุ่ม2พันล. ผุด2โรงงานใหม่ ตั้งเป้ารั้งที่1โลก
“ศรีตรัง”ทุ่ม2พันล้าน ตั้งโรงงานผลิตยางแท่งเพิ่มในจ.สกลนคร–อินโดนีเซีย เพิ่มจำนวนโรงงานเป็น37แห่ง ตั้งเป้าภายใน5ปี ครองอันดับ1ของโลก
นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทฯ ว่า แผนการดำเนินงานในปีนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมใหม่โดยฝ่ายวิจัยและพัฒนาของบริษัทฯ เพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ขยายฐานลูกค้าในประเทศต่างๆทั่วโลก และเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ถึง2.9ล้านตัน จากปีก่อนอยู่ที่2.4ล้านตัน
แผนงานหลักจะตั้งโรงงานใหม่เพิ่มขึ้นอีก2แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตยางแท่งที่ จ.สกลนคร มีกำลังการผลิต7,200ตันต่อเดือน หรือ86,400ตันต่อปี และโรงงานผลิตยางแท่งที่อินโดนีเซีย มีกำลังการผลิต5,000ตันต่อเดือน หรือ60,000ตันต่อปี
ทั้ง2โรงงานใช้เงินลงทุนประมาณ2พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ “ศรีตรัง” มีโรงงานทั่วโลก 37 แห่ง ในประเทศไทย เมียนมา และอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ จะปรับปรุงเพิ่มกำลังการผลิตโรงงานเดิม เพื่อให้มีกำลังการผลิตรวม2.9ล้านตันตามเป้าหมายในปีนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต ส่วนยอดขายในปีนี้ บริษัทฯตั้งเป้าว่าจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่มีปริมาณ1.5 ล้านตัน โดยยอดขายในปีนี้จะอยู่ในระดับ 1.3– 1.7ล้านตัน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ตลาดโลก
ตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาดโลก20%ใน5ปี
นายวีรสิทธิ์ กล่าวว่าบริษัทฯตั้งเป้าหมายครองส่วนแบ่งการตลาดอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในตลาดโลก จากปีก่อนที่ครองส่วนแบ่ง12%ให้เพิ่มเป็น20%ภายใน3-5ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้งานยางพาราทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
คาดว่าในปีนี้ตลาดโลกจะมีความต้องการยางพาราประมาณ12.9ล้านตัน มีอัตราเพิ่มขึ้นปีละ3%
ปัจจุบันบริษัทฯถือเป็นรายเดียวในอุตสาหกรรมยางธรรมชาติของโลก ที่ดำเนินธุรกิจยางพาราครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ในปีที่ผ่านมามีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นถึง33%ในขณะที่อุตสาหกรรมยางธรรมชาติทั่วโลกมีการเติบโตเพียง3% หรือมีความต้องการยางธรรมชาติอยู่ที่12.5ล้านตัน ซึ่งการเติบโตดังกล่าวถือเป็นสถิติยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์วงการยางธรรมชาติ
คาดถุงมือยางทางการแพทย์เติบโต
นายวีรสิทธิ์ กล่าวถึงธุรกิจปลายน้ำของบริษัทในเครือ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตถุงมือยางทางการแพทย์รายใหญ่ที่สุดในประเทศและติดอันดับ1ใน5ของโลก คาดว่าจะมีการเติบโตที่ดีเช่นกัน เนื่องจากแนวโน้มความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี ซึ่งบริษัทฯมีแผนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตลอดจนกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม14,000ล้านชิ้น และทยอยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดต่อไปในอนาคต
นายวีรสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนราคายางพาราในตลาดโลกนั้น ขณะนี้คาดการณ์อนาคตได้ยาก เพราะในไตรมาสแรกมีความผันผวนมาก จึงต้องรอดูเมื่อสิ้นสุดในไตรมาส2
แต่อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าราคายางพาราในปีนี้จะสูงกว่าราคาเฉลี่ยของปีที่ผ่านมาที่อยู่ในระดับ1.5ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ดังนั้นรายได้รวมของบริษัทจึงขึ้นอยู่กับราคายางพาราในตลาดโลกเป็นหลัก การเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานไม่ได้มีผลมาก ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมากำลังการผลิตเพิ่ม6-7%แต่ราคายางตกลง20%ทำให้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นช่วยเพิ่มรายได้ทดแทนกับราคายางพาราที่ลดลงได้
“ปริมาณความต้องการยางพาราโตขึ้นทุกปีเห็นได้จากยอดขายของยางล้อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น3-5%ในทุกปี ดังนั้นบริษัทฯจึงไม่ได้ห่วงในเรื่องตลาดรองรับยางพารา แต่ผลกำไรจะขึ้นอยู่กับราคายางพาราในตลาดโลกเป็นหลัก แต่บริษัทฯจะมุ่งขยายกำลังการผลิตสินค้าปลายน้ำในกลุ่มถุงมือยางเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นสินค้าที่มีสัดส่วนของกำไรสูงเฉลี่ยประมาณ10% แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยแผนการขยายกำลังการผลิตในส่วนนี้ได้ อยู่ระหว่างการลงในรายละเอียด"
นายวีรสิทธิ์ กล่าวว่าปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯยังคงมาจากธุรกิจขั้นกลาง 90% ที่เหลือเป็นธุรกิจปลายน้ำประเภทถุงมือยางประมาณ 10%



