ข่าว

กฟผ.อินเตอร์ฯรับลูกศึกษาลงทุนธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทนในตปท.

กฟผ.อินเตอร์ฯรับลูกศึกษาลงทุนธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทนในตปท.

12 พ.ค. 2560

กฟผ.อินเตอร์ฯรับลูกศึกษาลงทุนธุรกิจไฟฟ้าพลังงานทดแทนในต่างประเทศ คาด 6 เดือนรู้ผล

 

  นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และในฐานะประธานกรรมการ(บอร์ด) บริษัท การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศของบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) ซึ่งเป็นบริษัทลูก ของกฟผ. ปัจจุบันยังดูในเรื่องของการสร้างโรงไฟฟ้าหลัก เช่น การผลิตไฟฟ้าจากเขื่อน และยังหาโอกาสอื่นๆเพิ่มเติมที่ไม่ใช่แค่การพัฒนาโรงไฟฟ้า ซึ่งในอนาคตจะต้องมองเรื่องของการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในต่างประเทศด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสของโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาดและลดใช้พลังงานฟอสซิล

“ตัวบริษัทแม่ คือ กฟผ.จะลงทุนพลังงานทดแทนแน่นอน 2,000 เมกะวัตต์ แต่จะเดินรูปแบบไหนยังต้องตัดสินใจอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงพลังงานให้นโยบายไปว่า จะต้องไม่เหมือนเอกชน ต้องเดินแบบบุกเบิก เช่น พลังงานทดแทนในรูปแบบเสถียร(เฟิร์ม) ซึ่งพลังงานทดแทนจะเห็นบริษัทแม่เป็นผู้ลงทุนในไทย ส่วนต่างประเทศจะเป็นหน้าที่ของบริษัทลูก” นายอารีพงศ์ กล่าว

นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้แผนขยายการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศที่จะมุ่งสู่พลังงานทดแทน ตามนโยบายของ นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่ต้องการให้บริษัทเตรียมความพร้อมทางธุรกิจรับมือกับกระแสของโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น

รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในอนาคตถูกลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดว่า ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน หรือ ไม่เกินสิ้นปีนี้

“บริษัท ติดตามหาโอกาสการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพ ซึ่งหากจะลงทุนพลังงานทดแทนจะพิจารณาในแถบนี้เป็นหลัก ส่วนรูปแบบการลงทุนนั้น บริษัทจะศึกษาในหลายรูปแบบทั้งการลงทุนเอง การร่วมลงทุนกับพันธมิตร หรือการเข้าซื้อกิจการ(M&A) รวมถึงศึกษาเชื้อเพลิงหลายประเภท เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม เป็นต้น” นายวัชรา กล่าว

บริษัท มองว่า ปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนยังมีต้นทุนสูง แต่จะต้องศึกษาไว้เป็นทางเลือก โดยจะตัดสินใจลงทุนในจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งจะต้องมั่นใจว่าเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ในอนาคต

สำหรับแผนการลงทุนช่วง 10 ปี (ปี2560 – 2569) ยังอยู่ภายใต้กรอบงบลงทุน 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัท มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 1,700 เมกะวัตต์ ภายในปี 2569 โดยปีนี้ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี้ยบ 1 ในลาว ขนาด 289 เมกะวัตต์ จะเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในต้นปี 2562

ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ศึกษา และเจรจาทางธุรกิจ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนกวางจิ 1 ในเวียดนาม ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาด 1,200 เมกะวัตต์ ได้รับอนุมัติโครงการแล้ว คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2566-2567 และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสาละวินตอนบน (มายตง) ในเมียนมา ขนาด 3,000 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการทบทวนรายงานการศึกษาความเหมาะสม คาดว่าสามารถเปิดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569-2571

นอกจากนี้ ยังแสวงหาโอกาสลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติม เช่น กัมพูชา อินโดนีเซีย และลาว เป็นต้น