
กรมทรัพย์สินฯลุยกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ต่อเนื่อง
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ลุยกวาดล้างสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ต่อเนื่อง
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ขณะนี้การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญายังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยกรมฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าของสิทธิ์ในการตรวจสอบและจับกุม ล่าสุดสามารถกดดันให้พื้นที่จำหน่ายสินค้าละเมิด เช่น ตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว และศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ร้านจำหน่ายสินค้าละเมิดหายไปแล้วกว่า 85% โดยหลังจากนี้จะดำเนินการกดดันทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมายังมีการกวาดล้างผู้กระทำผิดในส่วนของพื้นที่สีแดงที่เคยมีสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาวางจำหน่ายซึ่งขณะนี้ไม่มีแล้ว เช่น ตลาดสะพานเหล็ก เนื่องจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าไปจัดระเบียบสถานที่จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไม่มีผู้ขายอีกต่อไป ส่วนถนนวิทยุ ซึ่งอยู่ใกล้สถานทูตสหรัฐ ถูกกดดันจนไม่มีจำหน่าย ทำให้ขณะนี้ยังเหลือจำหน่ายอีกเพียงเล็กน้อยที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปราม เช่น ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า เบื้องต้นประเมินว่ามีผู้กระทำผิดเหลือไม่เกิน 5 แผง คาดว่าจะปราบปรามได้แล้วเสร็จในเร็วๆ นี้
“สำหรับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ยังคงมีอยู่ในศูนย์การค้า อาคารต่างๆ และตลาดนัด กรมฯ ได้เข้าไปสำรวจว่ามีร้านจำหน่ายสินค้าละเมิดอยู่หรือไม่"
โดยได้จัดทำแผนผังว่าในอาคารเหล่านี้ มีร้านขายสินค้าละเมิดอยู่ตรงจุดไหน พร้อมทำการแจ้งเรื่องไปยังเจ้าของอาคาร เจ้าของสถานที่เพื่อให้รับทราบถึงการละเมิดสิทธิ์ที่อยู่ในพื้นที่ดูแลของตนเอง ขอความร่วมมือดำเนินการจัดการต่อไป เช่น ไม่ต่อสัญญาเช่าพื้นที่ กับผู้ที่จำหน่ายสินค้าละเมิด เป็นต้น เพราะหากมีการเข้าไปจับกุม ร้านค้า หรือแผงค้า ในพื้นที่ตัวเอง เจ้าของอาคารและเจ้าของสถานที่ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ดังนั้นเจ้าของจะต้องร่วมมือกับกรมฯ ในการตรวจสอบและป้องกันด้วย
นายทศพล กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการปราบปรามให้ครบถ้วนทุกพื้นที่ กรมฯ เชิญชวนให้ผู้ที่พบเห็นการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าในศูนย์การค้า ตลาด เว็บไซต์ หรือในเครือข่ายสังคมออนไลน์ แจ้งเบาะแสเข้ามายังกรมฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากสามารถจับกุมและดำเนินคดีจนถึงที่สุด ผู้ที่แจ้งเบาะแสจะได้รับเงินส่วนแบ่งค่าปรับจากคดี 1 ส่วนจาก 4 ส่วน โดยพิจารณาหลักฐานจากบันทึกการจับกุม ซึ่งขณะนี้มีการจ่ายเงินให้กับผู้แจ้งเบาะแสไปแล้วกว่า 1 แสนบาท เหลือรอการจ่ายอีกเป็นล้านบาท



