
จีพีเอสซี เตรียมตั้งรง.ผลิตแบตเตอรี่รับรถไฟฟ้า
โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ เตรียมตั้งรง.ผลิตแบตเตอรี่รับรถไฟฟ้า
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยว่า จากการที่ ปตท.ได้นำคณะกรรมการปตท. และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีพีเอสซี เยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าของ บริษัท Start Up ด้านแบตเตอรี่ คือ บริษัท 24M Technologies ที่เมืองบอสตัน สหรัฐ ช่วงต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
โดยบริษัท จีพีเอสซี ซึ่งได้เข้าไปร่วมลงทุนถือหุ้นราว 18% ใน บริษัท 24M ตั้งแต่ปี 2557 ได้ลงนามสัญญาตกลงให้สิทธิ์ จีพีเอสซี เป็นผู้แทนในการนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่เปลี่ยน Electrolyte จากของเหลวเป็น Semi-Solid State ทำให้สามารถลดขนาดและขั้นตอนการผลิตได้เร็วขึ้น ช่วยให้ต้นทุนการผลิตถูกลง ทำให้มีแบตเตอรี่ที่จะมารองรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆในอนาคต
จีพีเอสซี จะนำเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมาสร้างโรงงานในประเทศไทย และในภูมิภาคอาเซียน เพื่อผลิตแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานแบตเตอรี่สำรองในระบบไฟฟ้า (Energy Grid Storage) ซึ่งจะช่วยให้การผลิตไฟฟ้าจากโรงงานไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ยังไม่เสถียรในการผลิตไฟฟ้า สามารถวางแผนเดินเครื่องโรงไฟฟ้าหลักได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดกำลังการผลิตสำรองสำหรับช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ได้
“เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนดังกล่าว จะช่วยเก็บไฟฟ้าช่วงที่ผลิตไฟฟ้ามากกว่าความต้อง มาจ่ายให้ในช่วงที่ผลิตไฟฟ้าไม่พอใช้ ทำให้ไม่ต้องขยาย หรือสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และโอกาสต่อไป จะพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อใช้ในรถไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของกลุ่ม ปตท. ในการพัฒนาธุรกิจใหม่ ควบคู่กับสร้างความมั่นคงทางพลังงาน”
คาดว่า การก่อสร้างโรงงานดังกล่าวจะเกิดได้เร็วสุดในปี 2561 หากภายในปีนี้ มีความชัดเจนเกี่ยวกับการประเมินสภาพตลาด ที่จะมารองรับความต้องการใช้งานแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน และการออกแบบเชิงวิศวกรรม
ปัจจุบัน โรงงานที่ บริษัท 24M ดำเนินการอยู่ยังเป็นโรงงานต้นแบบขนาดเล็ก ที่พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่ดังกล่าวสามารถนำมาผลิตได้จริง แต่ยังต้องพัฒนาออกแบบโรงงานให้เป็นขนาดอุตสาหกรรมมากขึ้น ส่วนตลาดที่จะรองรับการจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนนั้น ยังต้องประเมินความคุ้มในการลงทุนอีกครั้ง
คณะผู้บริหาร ปตท.ยังได้พบกับผู้บริหารบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) 2 แห่ง ในสหรัฐ คือ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม และ บริษัท เทสล่า มอเตอร์ ซึ่งทั้ง 2 บริษัท ได้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่ายในสหรัฐ และยุโรปจำนวนมาก และเริ่มเข้ามาในเอเชีย คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ คาดว่าในอนาคตเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น และจำเป็นต้องมีแบตเตอรี่สำรองเพื่อใช้งานในรถยนต์ไฟฟ้าด้วย
สำหรับเทคโนโลยีรถอีวี ในปัจจุบัน พบว่า ยังมีข้อจำกัด คือ วิ่งได้น้อย และราคาแพง แต่บริษัทรถอีวี ได้พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ เช่น Chevrolet Bolt สามารถวิ่งได้ไกล 238 ไมล์ (380กิโลเมตร) และ Tesla Model 3 ที่จะนำออกตลาดเร็วๆ นี้ วิ่งได้ 210 ไมล์ (330กิโลเมตร) หลังจากชาร์จแบตเตอรี่เต็มประสิทธิภาพ
รถอีวีทั้ง 2 รุ่นนี้ ราคาประมาณ 35,000 ดอลลาร์ หรือ กว่า 1 ล้านบาท โดยผู้ซื้อสามารถขอคืนภาษีเงินได้อีก 7,500 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนอีวี ทำให้ราคาแข่งขันได้กับรถใช้น้ำมัน
ส่วนการชาร์จไฟฟ้าเต็มแต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 200 บาท ภายใต้อัตราค่าไฟฟ้าปัจจุบันกว่า 3 บาทต่อหน่วย โดยชาร์จได้ทั้งแบบเสียบปลั๊กชาร์จที่บ้าน หรือที่ทำงาน ใช้เวลา 4-8 ชั่วโมง หรือ แบบ Super Charger ที่รวดเร็วมากตามสถานี ที่กระจายทั่วสหรัฐ ใช้เวลาเพียง 20 นาที
ทั้ง 2 บริษัท ยังพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Connectivity) ของรถกับโทรศัพท์ของผู้ขับ และระบบของบริษัทเอง ที่จะช่วยตรวจสอบสภาพรถ สื่อสารกับเจ้าของรถว่าต้องทำอะไรบ้างเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ให้ขับไปยังสถานีบริการที่ใกล้ที่สุด หรือให้ลงจากรถทันที ส่วนในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนเจ้าของรถหมดสติสามารถระบุตำแหน่งรถ และส่งคนไปช่วยเหลือได้ทันที
ทั้งนี้ 2 บริษัทดังกล่าวอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต โดย ปตท.ได้เชิญชวนให้พิจารณามาร่วมลงทุนสร้างโรงงานในประเทศไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุน
“เชื่อว่าการลงทุนรถอีวี จะเป็นที่นิยมมากขึ้น และจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนใช้รถในหลายรูปแบบ"
ปตท.จึงต้องปรับเปลี่ยน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างจากปัจจุบัน รวมถึงการขับรถยนต์อัตโนมัติ โดยไม่ใช้คนขับ ซึ่ง ปตท.อยู่ระหว่างการติดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีดังกล่าวที่จะเข้ามาในอนาคต
สำหรับบริษัท จีพีเอสซี เป็นบริษัทในเครือปตท.ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจของจีพีเอสซี เกิดจากการควบรวมกิจการไฟฟ้าในกลุ่มปตท. ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 1,800 เมกะวัตต์ โดยปตท. ถือหุ้น 30.10% บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ถือหุ้น 30.31% บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ถือหุ้น 11.88% และบริษัท ไทยออยล์ เพาเวอร์ จำกัด ถือหุ้น 27.71%



