ข่าว

“สนธิรัตน์”ออกมาตรการใหม่คุมเข้มสินค้า 47 รายการ

“สนธิรัตน์”ออกมาตรการใหม่คุมเข้มสินค้า 47 รายการ

10 พ.ค. 2560

“สนธิรัตน์”ออกมาตรการใหม่คุมเข้มสินค้า 47 รายการ ให้ผู้ประกอบการแจ้งการปรับเปลี่ยนทั้งราคา-ปริมาณภายใน 15-30 วันก่อนวางขาย

 

                  วันที่ 9 พ.ค.60 กระทรวงพาณิชย์ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการทั้งผู้ผลิตผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ถึงประเด็นการกำกับดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรมต่อผู้บริโภคถึงประเด็นการลดปริมาณบรรจุภัณฑ์แต่ขายราคาเดิม โดยออกมาตรการดูแลสินค้าก่อนวางจำหน่าย

               นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะยังอยู่ในกฎระเบียบที่กรมการค้าภายใน (คน.) กำหนด เนื่องจากการตรวจสอบพบว่าราคาจำหน่ายสินค้ายังอยู่ต่ำกว่าราคาแนะนำที่ได้แจ้งไว้กับกรมการค้าภายใน

               หลังการหารือครั้งนี้พบว่าสินค้าจำนวน 2 รายการที่มีกรณีการปรับลดปริมาณแต่ยังขายราคาเท่าเดิม ประกอบไปด้วย ครีมอาบน้ำ และน้ำยาซักฟอก โดยให้สาเหตุของการดำเนินการดังกล่าวว่ามีต้นทุนสารเคมีการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาเป็นระยะเวลา 2-3 ปีแล้ว ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันยังมีการแข่งขันสินค้ารุนแรงทำให้ต้องดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดเช่นนี้ แต่เนื่องจากรายการสินค้าทั้ง 2 รายการไม่ได้จัดอยู่ในรายการสินค้าควบคุม ทำให้การปรับลดปริมาณบรรจุภัณฑ์จึงไม่มีความผิดเพราะภายหลังปรับลดก็ยังจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมไม่ได้เกินเพดานราคาที่ยื่นขอไว้

              “หลังจากหารือกับผู้ประกอบการในครั้งนี้ ผู้ประกอบการก็ยังไม่ได้กระทำผิดตามข้อกำหนดและตัวสินค้าก็ไม่ได้เป็นรายการสินค้าควบคุมดังนั้นจึงไม่ผิดตามหลักเกณฑ์ในข้อใด แต่เบื้องต้นได้ขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าว่าหากเปลี่ยนขนาดและปริมาณบรรจุภัณฑ์ หรือเปลี่ยนแปลงราคาในรายการสินค้าที่นอกเหนือจากสินค้าควบคุมก็จะต้องแจ้งให้กรมการค้าภายในรับทราบก่อนประมาณ 15-30 วันก่อนจำหน่ายในตลาด และได้ขอความร่วมมือห้างค้าปลีก-ส่งให้ตรวจสอบขนาดบรรจุ หรือการเปลี่ยนแปลงราคาว่ามีการแจ้งกับกรมการค้าภายในแล้วหรือยังเพื่อเป็นธรรมกับทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค”

              นายสนธิรัตน์ ยังกล่าวอีกว่า ข้อสรุปที่ได้หลังการหารือครั้งนี้ถือเป็นการขอความร่วมมือกับผู้ผลิตสินค้าและห้าง ไม่ใช่การสั่งการ เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าไม่มีตัวกฎหมายที่ให้สั่งการได้ในส่วนของสินค้าที่อยู่นอกเหนือรายการสินค้าควบคุมที่มีอยู่ 47 รายการ ดังนั้นจึงต้องเข้าใจว่าเราเป็นตลาดเสรี การกระทำดังกล่าวเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดทั่วไป ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ กระทรวงฯ มีหน้าที่ดูแลและติดตามภาวะราคาสินค้าว่าผู้ประกอบการขายเกินกว่าราคาแนะนำไว้หรือไม่ ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกตลาด ที่เป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคตัดสินใจพิจารณาเปรียบเทียบก่อนซื้อ

            นอกเหนือจากการหารือที่กระทรวงฯ ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการแจ้งก่อนปรับปริมาณและราคาสินค้าแล้ว ในส่วนของกรณีสินค้าที่ดำเนินการปรับปริมาณไปก่อนหน้านี้ ปัจจุบันผู้ประกอบการแต่ละคนยังให้คำตอบไม่ได้ว่าจะดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างไร เพราะจะต้องนำเรื่องที่หารือไปประชุมร่วมกับผู้บริหารของแต่ละบริษัทก่อนในเรื่องต้นทุนและราคาขาย โดยคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้นกระทรวงฯ จะเชิญผู้ประกอบการมาประชุมเพื่อหาข้อสรุปและทางออกร่วมกันอีกครั้งในที่ 16 พ.ค.นี้

           สำหรับผู้ประกอบการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ประกอบไปด้วย มีผู้ผลิต 8 ราย ได้แก่ บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไอ.พี.เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท คาโอ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด ส่วนห้างประกอบด้วย บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด

                 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวว่าสำหรับขั้นตอนของรายการสินค้าควบคุมที่จะปรับราคาหรือขนาดสินค้า จะต้องดำเนินการแจ้งต้นทุนและกำหนดราคาที่เหมาะสมปรับพร้อมสาเหตุของการปรับขั้นราคาหรือปรับขนาดสินค้าให้ชัดเจน ยื่นข้อมูลทั้งหมดมายังกรมการค้าภายใน หลังจากนั้นจะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 15 วันขึ้นไป 

               หากมีข้อมูลประกอบที่เหมาะสมก็จะได้รับการพิจารณาปรับตามที่เสนอ แต่หากไม่เหมาะสมก็จะต้องขอเอกสารเพิ่มเติมประกอบก่อนอนุมัติ แต่หลังจากนี้ไม่เพียงรายการสินค้าควบคุมที่ต้องชี้แจงข้อมูลการเปลี่ยนแปลงมายังกรมฯ จะรวมถึงรายการสินค้าที่ติดตามดูแลทั้ง 205 รายการที่กระทรวงฯ ขอความร่วมมือในการรายงานสาเหตุก่อนการเปลี่ยนแปลงราคาและปริมาณสินค้าก่อนจำหน่ายด้วย

            ด้านนายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าเครือสหพัฒน์ให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด และบริษัทไม่ได้ปรับขึ้นราคาสินค้า หรือลดขนาดสินค้าแต่อย่างใด

            ทั้งนี้ เครือสหพัฒน์ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เห็นว่าต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้าและราคาพลังงานมีความผันผวนและปรับตัวขึ้นลงเป็นปกติอยู่แล้ว