ข่าว

“สุวิทย์”ถก“เจเอฟซีซีที” หารือการลงทุนในไทย

“สุวิทย์”ถก“เจเอฟซีซีที” หารือการลงทุนในไทย

10 พ.ค. 2560

“สุวิทย์”ถก“เจเอฟซีซีที” หารือการลงทุนในไทย เรียกร้องแก้ไขการอนุญาตการทำงาน

                นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายสแตนลีย์ คัง (Stanley Kang) ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand, JFCCT) รวมทั้งประธานหอการค้าต่างประเทศอีกหลายประเทศเช่น ประธานหอการค้าไทย-นอร์เวย์ ประธานหอการค้าเยอรมนี-ไทย และประธานหอการค้าไทย-ตุรกี รวมถึง ผู้แทนหอการค้าเดนมาร์ก-ไทย ว่าได้มีการหารือกับหอการค้าต่างประเทศเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจและการลงทุนในประเทศไทย

               ประธาน JFCCT ได้กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลว่าในส่วนของข้อกฎหมายและกฎระเบียบในการดำเนินธุรกิจของไทยประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาถึงแม้ว่ารัฐบาลจะได้ดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการลงทุนและดำเนินธุรกิจของประเทศให้ดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีจุดที่เป็นสามารถปรับปรุงเพื่อปรับปรุงบรรยากาศในการดำเนินธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น 

               โดยเฉพาะในประเด็นที่สำคัญหลายเรื่อง ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความทันสมัยและเป็นสากล การอำนวยความสะดวกเรื่องการขอวีซ่าและการอนุญาตทำงาน การจัดตั้งสถานศึกษาของชาวต่างชาติในประเทศไทย เป็นต้น

             นายสุวิทย์ กล่าวว่าได้ชี้แจงว่ารัฐบาลตระหนักถึงประเด็นที่ JFCCT กล่าวถึง ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการปฏิรูปประเทศ โดยได้มุ่งความสำคัญไปที่การปฏิรูประบบราชการ และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจโดยตรงสำหรับการปฏิรูปกฎหมาย โดยจะมีกระบวนการปฏิรูปกฎหมายที่สำคัญ คือ กระบวนการสังคายนากฎหมาย (regulatory guillotine) โดยคณะกรรมการสานพลังประชารัฐชุด E4 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และนายกานต์ ตระกูลฮุน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นผู้ขับเคลื่อน

               ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง คือการดำเนินการทบทวนกรอบของกฎหมายในภาพรวม โดยคณะอนุกรรมการว่าด้วยความสอดคล้องสอดรับกันของกฎหมาย ซึ่งมีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ทั้งนี้ได้เสนอให้ JFCCT เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูปกฎหมายทั้ง 2 ช่องทางด้วย

              ในส่วนของการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและการอนุญาตทำงานนั้นได้ให้ข้อมูลไปรัฐบาลเน้นในเรื่องการแก้ไขข้ออุปสรรคต่างๆ ทั้งในเรื่องการปรับปรุงนิยามของงานที่จำเป็นและเร่งด่วนซึ่งสามารถอนุญาตให้ชาวต่างชาติอยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 15 วัน โดยไม่ต้องขออนุญาตทำงาน ส่วนการขอยกเลิกหรือผ่อนคลายเงื่อนไขต่างๆ สัดส่วนการจ้างงานคนไทยต่อคนต่างชาติจากเดิมที่ 4 ต่อ 1 การกำหนดพื้นที่ทำงานของชาวต่างชาติ และการรายงานตัวของชาวต่างชาติทุก 90 วัน นั้น รัฐบาลทราบถึงปัญหาและอยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น การรายงานตัวทุก 90 วัน สามารถดำเนินการผ่านอินเทอร์เน็ตได้ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ชาวต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้ดีขึ้น

              สำหรับในส่วนของการอนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นข้างมากในการจัดตั้งสถาบันการศึกษาหรือสถานฝึกฝนวิชาชีพนั้น รัฐบาลอยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องการอนุญาตให้ชาวต่างชาติจัดตั้งสถานศึกษาในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและบริการที่จะเกิดขึ้นในอีอีซี

              “ได้ใช้โอกาสนี้ในการอธิบายให้ทาง JFCCT ทราบถึงแนวทางในการดำเนินการของรัฐบาลตามโรดแมพโดยได้อธิบายว่ารัฐบาลทราบดีว่าสิ่งสำคัญสำหรับภาคธุรกิจ คือ การมีสภาพแวดล้อมที่สามารถคาดการณ์ได้ และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ"