แนะกทม.แก้สัญญาล็อคสเปคประมูลผู้ให้บริการบีอาร์ที
“สามารถ”แนะโอนกรรมสิทธ์รถบีอาร์ทีจากบีทีเอสให้เป็นของกทม.เพราะใช้งบของกทม.ซื้อและขอให้แก้ไขีโออาร์ที่จ่อล็อคสเปคให้บีทีเอสออก
9 พ.ค. นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์”ว่า ล่าสุด บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ได้ยกเลิกการประมูลให้บริษัทที่สนใจจะเป็นผู้เดินรถประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) แล้ว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้ตนได้ ระบุว่า เคที ส่อล็อคสเปคให้ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอส) ด้วยการระบุในทีโออาร์ว่า“ผู้รับสิทธิจะต้องจัดให้มีรถโดยสารอย่างน้อย 25 คัน” ซึ่งบีทีเอสเป็นบริษัทเดียวที่ตรงเงื่อนไข เพราะเป็นผู้ให้บริการเดินรถบีอาร์ทีในปัจจุบัน โดนตนคาดว่าคงเป็นคำสั่งของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่า กทม. จึงทำให้ เคที ยกเลิกการประมูล และจะแก้ทีโออาร์ ให้มีความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ก่อประโยชน์ให้กับประชาชนผู้โดยสาร
นายสามารถ ระบุอีกว่า ตนขอชื่นชมท่านผู้ว่าฯ กทม.ในการตัดสินใจครั้งนี้ และขอถือโอกาสนี้เสนอให้พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ให้บีทีเอสคืนกรรมสิทธิ์รถบีอาร์ทีทั้งหมดให้กทม. เพราะกทม.เป็นผู้ซื้อรถบีอาร์ทีในปี พ.ศ.2553 โดยใช้เงินของกทม. ดังนั้น กทม.จะต้องเป็นเจ้าของรถบีอาร์ที ไม่ใช่บีทีเอสดังที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เพราะกทม.ได้ผ่อนชำระค่ารถบีอาร์ทีจำนวน 25 คัน เป็นเวลา 7 ปี รวมเป็นเงิน 213,053,076 บาท หรือคิดเป็นคันละประมาณ 8.52 ล้านบาท ถือเป็นราคาที่แพงมาก เมื่อเปรียบเทียบราคารถบีอาร์ทีกับรถเมล์เอ็นจีวีที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กำลังจัดซื้อและเป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่นานมานี้ รถทั้งสองประเภทนี้มีสเปกใกล้เคียงกันมาก ในขณะที่รถเมล์เอ็นจีวีมีราคากลางเท่ากับ 3.55 ล้านบาทต่อคัน รถบีอาร์ทีควรมีราคากลางในปี พ.ศ.2553 อยู่ที่ 4.15 ล้านบาทต่อคัน กรณีกทม.ต้องผ่อนชำระเป็นเวลา 7 ปี หากคิดอัตราดอกเบี้ย 7% ต่อปี จะทำให้ราคารถรวมดอกเบี้ยเป็น 6.18 ล้านบาทต่อคัน ซึ่งต่ำกว่าราคาที่กทม.ซื้อถึง 2.34 ล้านบาทต่อคัน (8.52-6.18)
2. เมื่อกทม.ได้เป็นเจ้าของรถบีอาร์ทีทั้งหมดแล้ว กทม.สามารถให้ผู้ได้รับสิทธิเดินรถเช่ารถไปใช้ให้บริการรับส่งผู้โดยสารได้ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่จำเป็นจะต้องระบุไว้ในทีโออาร์ข้อ 9.6 ว่า “ผู้รับสิทธิจะต้องจัดให้มีรถโดยสารอย่างน้อย 25 คัน” ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย ด้วยเหตุนี้ตนมั่นใจว่าการดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวข้างต้นนั้นไม่เกินความสามารถของท่านผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งจะทำให้ช่วยลดภาระการขาดทุนของกทม.ได้ และที่สำคัญ จะทำให้ผู้โดยสารได้รับการบริการที่ดีเหมาะสมกับค่าโดยสาร



