
ความเสื่อมของคน
รัฐบาลได้ประกาศโครงการไทยเข้มแข็ง พร้อมทุ่มเงิน 2 แสนล้านบาทเข้าสู่โครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูธุรกิจบางสาขา และเพิ่มงานให้ประชาชนภาคชนบท เป็นการกระจายงบสู่มวลชนระดับรากหญ้า นี่คือการทุ่มครั้งใหญ่ หวังผลเร็ว
เป็นความหวัง สร้างความรู้สึกด้านบวกให้แก่ประชาชน ซึ่งรอคอยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากเริ่มมีสัญญาณชัดว่าจุดเลวร้ายที่สุดผ่านไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลิกจ้างงานภาคอุตสาหกรรม ไม่มากถึง 2 ล้านคน ดังที่ประเมินตั้งแต่เริ่มวิกฤติ
ทั้งเงินงบประมาณก้อนมหาศาลผันไปสู่กระทรวงต่างๆ จะยอมรับกันหรือไม่ก็ตาม ส่วนหนึ่งจะถูกผันเข้าสู่กระเป๋านักการเมืองผ่านเครือข่ายธุรกิจโดยวิธีต่างๆ
เพียงแค่ทำโครงการ ล็อกสเปกให้บริษัทเครือข่ายเข้าสู่ขบวนการ “ฮั้ว” ให้ดูเนียน ก็ทำให้การเขมือบไร้การขัดคอ เว้นแต่จะเป็นโครงการใหญ่ ฉาว คาว เหมือนรถเมล์
แต่ก็ใช่ว่าคนผลักดันจะสิ้นหวัง ถ้าไม่ได้จากรัฐบาล ก็รอให้พวกตัวเองกุมอำนาจรัฐเสียก่อน จะเขมือบช่วงนั้น เพิ่มงบประมาณอ้างอัตราเงินเฟ้อ ต้นทุนสูง ก็ชดเชยได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ บ้านเมืองจึงอยู่ในบ่วงของวิบากกรรม ติดกับอยู่ในอุโมงค์ลึก ดำมืด มองไม่เห็นแสงสว่างของทางออก นับวันยิ่งจะเลวร้ายเมื่อค่านิยมของสังคมใด้แปรเปลี่ยนไป มองว่าการโกงไม่เลวร้ายมากนัก หรืออบายมุขเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
เงินมากมายหลายแสนล้านบาทถูกควบคุมสั่งการโดยเจ้ากระทรวงต่างๆ เพียง 30 กว่าคน และรองรับด้วยเครือข่ายข้าราชการ ประสานกับพ่อค้าผู้รับเหมา ต่างก็มองกองเงินตาเป็นมัน วางแผนจะผันเข้ากระเป๋าตัวเอง เหลือเศษส่วนน้อยให้ประชาชน
เมื่อรัฐบาลต้องการกำหนดโครงการต่างๆ เพียงเพื่อมีเหตุผลในการใช้เงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การวางแผนตั้งแต่ต้นควรรอบคอบ ถ้าพลาดแล้ว จะเสียหายมากมายต่อระบบการเงินการคลัง เงินกู้จำเป็นต้องใช้คืน แผนต้องคลุมถึงรายได้ให้เข้าเป้า
ถ้าเงินผ่านโครงการต่างๆ เป็นเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ! รัฐบาลไม่มีทางเลือก เมื่อมีพรรคการเมืองหลายพรรคเข้าร่วม แต่ละคนย่อมจ้องกอบโกยเอาไว้เป็นทุนสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะงานขนาดใหญ่แบบนี้ไม่มีทุกปี
เมื่อการกู้ปีนี้เริ่มหนี้ก้อนใหญ่ ขีดความสามารถในการกู้เพิ่มในปีต่อไปก็ไม่เหลือ และจะเป็นเช่นนั้น หากการใช้คืนเงินกู้ยังไม่หมดสิ้น ประชาชนต้องแบกหนี้เพิ่มทุกคน
รัฐบาลก็รู้ เพราะว่ามาจากพรรคการเมืองเช่นกัน ย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เมื่อการเลือกตั้งต้องใช้ทุน จะหวังให้พ่อค้าร่วมลงขันในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ง่ายนัก ดังนั้น ถ้าจะมีข่าวเรื่องการฮั้วมโหฬาร หรือนักการเมืองคิดโครงการใหม่ จัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษพิสดาร ประชาชนทำใด้เพียงอย่างเดียว คือ “ต้องทำใจ”
จุดบอดในการบริหารบ้านเมืองคือความล้มเหลวในการพัฒนาคน โดยเฉพาะด้านความคิด จิตใจ ทัศนคติ ความรู้สึก จิตสำนึกแยกแยะว่าอะไรผิด ถูก ดี หรือเลว
คนหัวหงอก หัวดำ หัวล้าน ปราศจากความรู้สึกละอาย เกรงกลัวต่อบาป ความซื่อสัตย์สุจริต คิดดี ทำดี เพราะความโลภในสันดาน ยิ่งอายุมากยิ่งมีกิเลสหนา
นี่เป็นจุดอ่อนสำหรับความเสื่อมทรามในบ้านเมือง ใครจะแก้ไขได้นิ! อิอิอิ!!!



