
คปภ.ได้ข้อสรุปประกันภัยชาวนาปี 2560
คปภ.ถกสมาคมประกันวินาศภัยชาวนาปี 60 ได้ข้อสรุป “ชงลดเบี้ย-เพิ่มความคุ้มครอง”
นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิรูปการประกันภัยพืชผล เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้ร่วมบูรณาการกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสมาคมประกันวินาศภัยไทย
ล่าสุด คปภ. ได้มีการหารือกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจนได้ข้อสรุปที่เห็นตรงกันว่าจะมีการปรับลดเบี้ยประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ให้ต่ำกว่าเบี้ยประกันภัยข้าวนาปีของปี 2559
ขณะที่ในส่วนของความคุ้มครองจะเพิ่มให้สูงกว่าเดิมและจะครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้ว หรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยจากศัตรูพืชหรือโรคระบาด
โดยทางคปภ. จะได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงการคลังรายงานข้อสรุปดังกล่าวเร็วนี้ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณานำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้เกษตรกรต่อไป
“การประกันภัยข้าวนาปีในปีนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อนที่มีการประกันภัยข้าวนาปีสูงเป็นประวัติศาสตร์ ถึง 27.17 ล้านไร่และเชื่อว่าหากมีการเริ่มการดำเนินการให้เร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาก็จะทำให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
สำหรับการทำประกันภัยข้าวนาปีในปี 2559 มีจำนวนเกษตรกรรวมทั้งสิ้น 1.51 ล้านราย มีพื้นที่เอาประกันภัย จำนวน 27.17 ล้านไร่ ในจำนวนนี้มีพื้นที่ประสบภัยทั่วประเทศ 624,770 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ประกาศภัยพิบัติ 620,229 ไร่ และพื้นที่ไม่ประกาศภัยพิบัติ 4,541 ไร่ มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 684.98 ล้านบาท
ด้านนายอานนท์ วังวสุ เลขาธิการสมาคมประกันวินาศภัย กล่าวว่า สมาคมฯ ยินดีปรับลดเบี้ยประกันประกันภัยพืชผลฤดูกาลผลิตปี 2560/2561 จากปีก่อน พร้อมกับเพิ่มความคุ้มครองกรณีเกิดภัยพิบัติแก่เกษตรชาวนา เพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐโดยเตรียมยื่นเงื่อนไขให้กระทรวงการคลังเลือก 2 แนวทาง คือ ให้คงเบี้ยประกันภัยเท่าเดิมอัตราเบี้ย 100 บาท แต่ให้เพิ่มความคุ้มครองการเสียหายเพิ่มจากไร่ละ 1,111 บาท เป็น 1,400 บาท ส่วนอีกแนวทางให้ปรับลดเบี้ยประกันภัยจากไร่ละ 100 บาท เหลือ 90 บาท และให้เพิ่มความคุ้มครองจากไร่ละ 1,111 บาท เป็น 1,260 บาท
เนื่องจากการประกันภัยนาข้าวปีก่อนได้รับความเสียหายน้อย โดยคิดเป็นอัตราเสียหาย 30-40% ของเบี้ยเท่านั้น ดังนั้นทางสมาคมฯจึงเห็นด้วยให้มีการลดเบี้ยประกันลง และขณะนี้นำเรื่องเสนอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณาไปแล้ว อยู่ระหว่างทาง สศค.ว่าจะเลือกใช้แบบไหน จากนั้นจะส่งให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณา เพื่อส่งให้ ครม.เห็นชอบต่อไป ซึ่งคาดว่ากระบวนการต่างๆ จะเสร็จสิ้นภายในเดือนพ.ค. นี้เพื่อให้ทันรองรับฤดูกาลปลูกข้าวนาปีที่บางแห่งจะเริ่มทำกันตั้งแต่ปลายเดือนนี้เป็นต้นไป
สำหรับเงื่อนไขในการรับดำเนินโครงการรับประกันภัยนาข้าวยังเหมือนเดิม โดยกำหนดให้มีชาวนาเข้าร่วมทำประกันไม่น้อยกว่า 25 ล้านไร่ทั่วประเทศเพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง ซึ่งเชื่อว่าจำนวนนี้ไม่น่ามีปัญหา เพราะมีลูกค้าจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเข้าร่วมอยู่แล้ว
ส่วนแนวทางการจ่ายชดเชยค่าสินไหมทดแทนยังคงยึดตามประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ ของผู้ว่าราชการจังหวัด วิธีเดียวกันกับปีที่แล้วต่อไป เนื่องจากการนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาตรวจจับสภาพภูมิอากาศ หรือจัดทำเป็นดัชนีน้ำฝนยังอยู่ระหว่างการศึกษาและนำมาใช้ไม่ทัน



