
ด.ต.ชักปืนขู่ไฟแนนซ์มอบตัว อ้างนึกว่าถูกปล้นไม่คิดว่ายึดรถ
หนุ่มชักปืนขู่ไฟแนนซ์ที่แท้เป็นตำรวจ อ้างนึกว่าถูกโจรปล้นรถ ส่วนเมียสารภาพเงินช็อตเลยขาดส่งจนถูกตามยึด ขณะที่มือต์ประจานก็ผิดด้วย
จากกรณี เพจเฟซบุ๊กชื่อ"อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V.4"โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพและคลิปวีดีโอ พร้อมอธิบายเหตุการณ์ ของพนักงานเร่งรัดหนี้สินกลุ่มหนึ่ง กำลังเข้าไปทำการตรวจยึดรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส ทะเบียน ฌอ2979 กรุงเทพมหานคร กระทั่งมีชายไม่ทราบชื่อได้เดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่ง ในมือถือปืน และขึ้นยังที่นั่งคนขับรถคันดังกล่าวก่อนขับออกไป
กระทั่งต่อมาวันที่ 7 พ.ค.นางพัชรินทร์ จันทร์ศิริ และนางดาวรุ่ง สายทองคำ หญิงที่ปรากฏในคลิป ซึ่งเป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สินบริษัทแห่งหนึ่ง ได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.คันนายาว ว่า ได้เดินทางไปพร้อมทีมงาน เพื่อเข้าไปทวงถามการค้างค่างวดผ่อนรถคันดังกล่าวซึ่งไม่มีการจ่ายประมาณ 24 งวด ที่หมู่บ้านย่านสายไหมเมื่อเย็นวันที่ 5 พ.ค. ขณะที่ทำการพูดคุย หญิงดังกล่าวที่เป็นผู้ขับรถ ได้โทรเรียกสามีให้ออกมาจากบ้าน ซึ่งชายดังกล่าวมีการพกพาอาวุธปืนออกมาตามลักษณะในคลิปนั้น
เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช ผกก.สน.คันนายาว เปิดเผยความคืบหน้าว่า จากการตรวจสอบพบว่าชายที่ปรากฎในคลิปคือ ด.ต.เอกฉัตร สมสิริ ผบ.หมู่ สส.สน.บางเขน ซึ่งหลังเกิดเหตุได้นำอาวุธปืนพร้อมใบพกพามามอบให้กับพนักงานสอบสวน โดยเบื้องต้นทราบว่าวันเกิดเหตุ ด.ต.เอกฉัตร ได้ออกเวรกลับมาพักผ่อนอยู่ภายในบ้านพัก ต่อมาน.ส.นพวรรณ จีระ อายุ 34 ปี ภรรยาได้บอกว่ามีคนมาล้อมปล้นจะเอารถไป ด.ต.เอกฉัตร จึงรีบออกมาโดยไม่รู้ว่าบุคคลที่เอารถมาเป็นใคร และไม่ทราบว่าเป็นพนักงานไฟแนนซ์จริงหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการแสดงเอกสารหรือบัตรประจำตัว จึงต้องนำปืนพกติดตัวไปด้วย ซึ่งการจ่ายค่าผ่อนรถนั้น ด.ค.เอกฉัตร ระบุว่าไม่ทราบว่าค่าดอกเบี้ยไฟแนนซ์ที่ภรรยาเลือกมันจะสูงถึงขนาดนี้ อีกทั้งให้เงินภรรยาไปจ่ายทุกเดือน
ผกก.สน.คันนายาว กล่าวอีกว่า ทั้งนี้คดีดังกล่าวต้องแบ่งออกเป็น 2 กรรม 2 วาระ ส่วนแรกในคลิปมีการใช้อาวุธปืนข่มขู่ จากการตรวจสอบกับผู้บังคับบัญชาของด.ต.เอกฉัตร พบว่าการครอบครองอาวุธปืนมีใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืนถูกต้อง รวมทั้งมีใบอนุญาตพกพาที่ทางผู้บังคับบัญชาออกให้ไว้ชั่วคราวสำหรับปฏิบัติหน้าที่ โดยด.ต.เอกฉัตรได้นำอาวุธปืนพร้อมเอกสารหลักฐานมามอบให้กับพนักงานสอบสวนแล้ว ซึ่งในส่วนนี้จะดำเนินการเตรียมแจ้งข้อหาผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ โดยการขู่เข็ญ ตัองระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 392 แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 6 แห่งประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 22) กับ ด.ต.เอกฉัตร
ขณะเดียวกันทางน.ส.นพวรรณ ภรรยาของ ด.ต.เอกฉัตร ได้เข้ามาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในส่วนของคดีแพ่งที่มีการผิดสัญญาการซื้อขาย ซึ่งยอมรับว่ามาการขาดส่งจริง โดยน.ส.นพวรรณ ระบุว่าพนักงานเร่งรัดหนี้สินไม่ได้แสดงบัตรแต่อย่างใด โดยได้ให้ทางพนักงานสอบสวนตรวจสอบว่ามีการติดตามยึดรถถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ รวมถึงการโพสต์ข้อความประจานลูกหนี้ ผู้ทวงหนี้สามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งการจะยึดรถของไฟแนนซ์ต้องกระทำตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่องให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาพ.ศ.2555 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค
อย่างไรก็ตามขณะนี้มีพ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 เรื่องการนำข้อมูลของลูกหนี้ไปเผยแพร่โพสต์ข้อความประจานลูกหนี้ เข้าข่ายความผิด ตามมาตรา 11 ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทําการทวงถามหนี้ วรรค (1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือการกระทําอื่นใดที่ทําให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของลูกหนี้หรือผู้อื่น มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และวรรค (3) การแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นหนี้ของลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



