ข่าว

ขอยืดใช้เงินกู้ดบ.ต่ำ2.7หมื่นล้านเอกชนจี้กรอ.ชี้ชัดหน่วยงานดูแลต่อจากแบงก์ชาติ

ขอยืดใช้เงินกู้ดบ.ต่ำ2.7หมื่นล้านเอกชนจี้กรอ.ชี้ชัดหน่วยงานดูแลต่อจากแบงก์ชาติ

08 ก.ย. 2552

กกร.ยื่นกรอ.ยืดเวลาขอใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีก 4-5 ปี เผยมีวงเงินเหลือที่ธปท.รวม 2.7 หมื่นล้าน ทั้งส่วนของเอสเอ็มอีและชายแดนใต้ กระทุ้งรัฐพูดให้ชัดจะให้ใครดูแลต่อ พร้อมเสนอทบทวนข้อตกลงเอฟทีเอ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ว่าภาคเอกชนจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชน (กรอ.) ที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ ให้ต่ออายุสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งภาคเอกชนต้องการความชัดเจนว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินการต่อหรือให้หน่วยงานอื่นเข้ามาดูแล นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นว่าหาก ธปท.ไม่ต้องการดำเนินการต่อก็ควรมีหน่วยงานอื่นเข้ามารับผิดชอบต่อ และรัฐบาลควรต่ออายุออกไปอีก 4-5 ปี จากที่สินเชื่อดังกล่าววงเงิน 23,000 ล้านบาท จะสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2553 และมีผู้ประกอบการขอใช้ไปแล้วประมาณ 16,000 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อสินเชื่อยังเหลืออยู่ก็ควรต้องดำเนินการต่อ นอกจากนี้ ธปท.ยังมีสินเชื่อสำหรับเสริมศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อีกจำนวน 38,000 ล้านบาท แต่ขณะนี้มีเงินเหลือ 20,000 ล้านบาท และจะสิ้นสุดโครงการในเดือนพฤษภาคม 2554 ซึ่งภาคเอกชนต้องการให้ กรอ.พิจารณาว่าควรให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการต่อหากในปี 2554 ยังมีวงเงินเหลืออยู่ ซึ่งเมื่อรวมสินเชื่อของ ธปท.ทั้ง 2 ประเภทแล้วมีวงเงินเหลือประมาณ 27,000 ล้านบาท ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร.จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการอำนวยสินเชื่อของสถาบันการเงินเฉพาะกิจในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยวันที่ 10 กันยายน 2552 เพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินการได้ดี ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยจะเชิญนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วม โดยข้อสรุปที่ได้จากการประชุมจะนำเสนอ กรอ.เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติ นอกจากนั้น กกร.จะเสนอกรอ.ให้พิจารณาทบทวนข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยลงนามไปแล้วกับหลายประเทศ เช่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เพื่อทบทวนว่าไทยได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง และมีประเด็นใดที่ไทยเสียเปรียบ ซึ่งภาคเอกชนจะเสนอให้สำนักงานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลร่วมกับเอกชน เพื่อกำหนดประเด็นที่จะทบทวน เพราะทีทีอาร์เป็นหน่วยงานกลางที่สามารถประสานได้กับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ