ข่าว

ปัญหาอิทธิพลแทรกแซง

ปัญหาอิทธิพลแทรกแซง

08 ก.ย. 2552

ในที่สุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้มีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี

 และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุมคณะกรรมการฯ ยังมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา และวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียว กับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ แต่กลับไม่มีการสั่งให้หยุดการสลายการชุมนุม ทั้งที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงเช้า

 นับเป็นการชี้มูลความผิดต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองซึ่งดำรงตำแหน่งระดับสูง หลังจากที่ได้ทำการสอบสวนเกือบ 1 ปี ท่ามกลางการคาดคะเนต่างๆ ว่าคณะกรรมการมีหลักฐานชี้มูลความผิดได้หรือไม่ และยังแสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการเป็นที่น่าไว้ใจ พึ่งพิงได้ โดยไม่หวั่นต่ออำนาจหรืออิทธิพลของกลุ่มผู้ถูกสอบสวนเมื่อชี้มูลความผิด นายตำรวจทั้งสองต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ รอการสอบสวนทางวินัยและอาญา มีมลทิน ถูกดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งต้องมีหลักฐานแน่นหนาสำหรับพิสูจน์ความผิด และเป็นที่คาดหมายว่ากระบวนการต่างๆ จากนี้ไปอาจต้องใช้เวลานาน เนื่องจากระดับความสำคัญของผู้ถูกกล่าวหา ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ตกอยู่ในอาการครั่นคร้าม เหมือนดังกรณีอื่นๆ ซึ่งผู้มีอิทธิพลการเมืองและในวงการราชการแสดงอำนาจนอกระบบ ทำให้คดีความต่างๆ ล่าช้า สั่งไม่ฟ้อง หรืออ้างว่าหลักฐานอ่อน ต้องสอบสวนเพิ่มเติม เป็นต้น

 บุคคลซึ่งมีความสำคัญในกลุ่มคือ พล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งมีกำหนดเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเลือก ผบ.ตร. คนใหม่ หลังจากถูกมองว่าเป็นอุปสรรคขวางกั้นการเลือกโดยหัวหน้ารัฐบาล การถูกชี้มูลเท่ากับปิดฉากชีวิตราชการของนายตำรวจทั้งสอง เนื่องจากต้องเกษียณอายุในไม่กี่วันข้างหน้า และใช้เวลาที่เหลือสำหรับการต่อสู้คดี ซึ่งจะไม่สิ้นสุดเพียงแค่นี้สำหรับ พล.ต.อ.พัชรวาท เนื่องจากมีประเด็นน่าสงสัยในความร่ำรวยของสมาชิกครอบครัว

 จากนี้ไป ประชาชนต้องเฝ้าดูการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในคดี เช่น ตำรวจและอัยการ ว่าจะเดินหน้าอย่างไร หรือยังมีความเกรงใจในตัวผู้ถูกชี้มูลความผิดอีก ทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในระดับต้นและระดับกลาง เพราะทั้งกลุ่มล้วนเป็นบุคคลสำคัญ มีเครือข่ายกว้างขวางทั้งกำลังคน และกำลังทรัพย์ ย่อมต้องต่อสู้คดี รวบรวมหลักฐานต่างๆ อย่างถึงที่สุด ยิ่งปัญหาด้านความโปร่งใสมีอยู่ในหน่วยงานราชการบางแห่ง ย่อมทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการต่างๆ นับจากนี้เป็นต้นไป ดังนั้น ผู้นำรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีจะไม่มีแรงกดดันจากกลุ่มอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น หากไม่เช่นนั้น การทุ่มเทหาพยานหลักฐานในการทำงานของ ป.ป.ช. จะถูกมองว่าไร้ความหมาย