
แผนไทยเข้มแข็งสร้างฐานการเมืองเข้มแข็ง
เมื่อภาคเอกชนไม่มีความสามารถในการลงทุน ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเศรษฐกิจ นั่นจึงทำให้ภาครัฐไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะสอดมืออัดเม็ดเงินเข้าไปเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียน อันมีผลโดยตรงต่อการจ้างงาน
นั่นคือที่มาของ "แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง" ของรัฐบาลชุดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐลงมือลงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ไม่อาจหลีกพ้นคำถามที่ว่า จะ "เพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ" หรือ "เพิ่มผลผลิตทางการเมือง" เพราะแน่นอนว่า เงินที่ลงไปนั้น ไม่ได้โปรยมาจากฟากฟ้า กระจัดกระจายแบบไร้ทิศทาง หากแต่ไหลไปตาม "ท่อ" ที่ในที่นี้เรียกว่า "โครงการ" และตรงนี้นี่เองที่เป็นที่น่าจับตาว่า แต่ละโครงการนั้นเอื้อประโยชน์ให้แก่การเมืองสร้างความเข้มแข็งของฐานเสียงในพื้นที่ในยามที่น้ำหล่อเลี้ยงแห้งผากได้มากน้อยเพียงใด
ถึงแม้ว่าดัชนีชี้วัดในเรื่องนี้จะชัดเจนเมื่อมีการยุบสภาเกิดขึ้น และจะให้มีการเลือกตั้งทั่วไป แต่เมื่อเม็ดเงินกระจายลงพื้นที่ แม้การยุบสภาจะยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็พอจะพูดได้ว่า "เงินมัดจำก้อนแรก" กำลังไหลลงไปแล้ว
เม็ดเงินก้อนแรก 2 แสนล้านบาท ภายใต้โครงการใช้เงินแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ได้ถูกกดปุ่มปล่อยออกจากมือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กระจายไปตามโครงการและจังหวัดต่างๆ เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2552 ซึ่งน่าจะเริ่มทยอยเบิกจ่ายได้ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และหากแตกย่อยออกไปแล้วมีโครงการลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็งจะมีนับพันโครงการกระจายไปทุกหมวด ทุกกระทรวง ทุกพื้นที่เพื่อให้เงินเข้าไปถึงมือประชาชน ซึ่งย่อมหมายถึง "ฐานเสียง" ไปด้วย
สำหรับการจัดสรรงบประมาณลอตแรกวงเงิน 2 แสนล้านบาทครั้งนี้ เน้นกระจายไปทุกภาคส่วนของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกออกมาเป็นรายกระทรวง กลับพบว่ามี 4 กระทรวงหลัก ที่ได้รับงบลงทุนมากที่สุด หรือราว 75% ของวงเงิน 2 แสนล้านบาท ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พรรคชาติไทยพัฒนา และ พรรคภูมิใจไทย ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 48,078.63 ล้านบาท จำนวน 27 โครงการ แบ่งเป็นสาขาทรัพยากรน้ำและการเกษตร จำนวน 3 โครงการ 46,110.66 ล้านบาท สาขาการลงทุนระดับชุมชน 24 โครงการ 1,967.97 ล้านบาท
หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณมากสุดคือ กรมชลประทาน 46,110.66 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินโครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 20,232.90 ล้านบาท รวมถึงโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทาน 17,224.90 ล้านบาท
กระทรวงศึกษาธิการ ในความดูแลของ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการจัดสรรงบลงทุนในรอบแรก 45,389 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบ เป็นการพัฒนาและอบรมครูในสาขาต่างๆ ให้ตรงความต้องการของโรงเรียน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และเป็นการเพิ่มสัดส่วนของครูต่อนักเรียนในอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 6,989 ล้านบาท
โครงการปัจจัยสนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาและห้องสมุดโรงเรียนทุกแห่ง รวมทั้งจัดตั้งศูนย์บริการ ICT (data center) สำหรับนักเรียนทั่วประเทศ 7,949 ล้านบาท
กระทรวงคมนาคม ภายใต้การกำกับดูแลของ พรรคภูมิใจไทย และ พรรคชาติไทยพัฒนา ได้รับการจัดสรรงบจำนวน 39,900 ล้านบาท จำนวน 10 โครงการ แบ่งเป็นสาขาขนส่ง จำนวน 8 โครงการ 38,505.48 ล้านบาท สาขาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว 1 โครงการ 1,183.87 ล้านบาท และสาขาการลงทุนระดับชุมชน 210.85 ล้านบาท
สำหรับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณมากสุด ได้แก่ กรมทางหลวง 23,626 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่ได้รับงบมากสุดคือ โครงการบำรุงรักษาทางหลวง วงเงิน 14,034 ล้านบาท ขณะที่กรมทางหลวงชนบทได้รับจัดสรร 14,821.48 ล้านบาท ใช้ดำเนินโครงการถนนไร้ฝุ่นทั่วประเทศเพียงโครงการเดียว
กระทรวงสาธารณสุข ได้รับการจัดสรรงบลงทุนในรอบแรก 11,515 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการที่สำคัญคือ โครงการพัฒนาและปรับปรุงโรงพยาบาลระดับจังหวัด (ตติยภูมิ) 294 ล้านบาท โดยเป็นการก่อสร้างและปรับปรุงอาคารโรงพยาบาล และการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุขในพื้นที่ทั่วประเทศ
โครงการพัฒนาและปรับปรุงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (สถานีอนามัย) 1,534 ล้านบาท โดยเป็นการก่อสร้างและปรับปรุงสถานีอนามัย และการจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุข ในการดำเนินการดูแลรักษาและป้องกันโรคในระดับชุมชนในพื้นที่ทั่วประเทศ
ขณะที่เมื่อแบ่งเป็นรายภาคพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับจัดสรรงบประมาณมากที่สุด จำนวน 48,292 ล้านบาท แบ่งเป็น 517 โครงการ
จังหวัดที่ได้รับงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี ชัยภูมิ และ ศรีสะเกษ
โดย จ.นครราชสีมานอกจากจะได้งบมากที่สุดในภาคอีสานแล้ว ยังเป็นจังหวัดที่ได้รับงบมากที่สุดเมื่อเทียบกับทุกจังหวัดในประเทศ ซึ่งเป็นวงเงินทั้งสิ้น 5,409 ล้านบาท
ภาคเหนือ ได้รับการจัดสรรวงเงินมากเป็นอันดับ 2 วงเงินทั้งสิ้น 30,077 ล้านบาท ประกอบด้วย 438 โครงการ โดยจังหวัดที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดคือ พิษณุโลก ได้รับจัดสรร 3,586 ล้านบาท ตามด้วย เชียงใหม่ นครสวรรค์ เชียงราย และ ลำปาง
ขณะที่ ภาคกลาง ได้รับงบประมาณ 38,389 ล้านบาท จังหวัดที่ได้รับการจัดสรรมากที่สุดคือ กรุงเทพฯ ได้ทั้งสิ้น 3,947 ล้านบาท ตามด้วย สุพรรณบุรี ชลบุรี กาญจนบุรี และ ลพบุรี
ภาคใต้ ได้รับงบประมาณน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภาค คือ 27,054 ล้านบาท จังหวัดที่ได้รับมากที่สุดคือ นราธิวาส สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และ สุราษฎร์ธานี
ยากนักที่จะชี้วัดกันในวันนี้ว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 นี้ จะส่งผลมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ เม็ดเงินที่ลงไปนี้ ก็ถูกแบ่งสันปันส่วนไปยังฐานเสียงของนักการเมืองไม่เว้นแม้แต่จากซีกของฝ่ายค้าน !



