ข่าว

อภิสิทธิ์รับฟังยุทธศาสตร์ชาติ5ปีจากนศ.วปอ.

อภิสิทธิ์รับฟังยุทธศาสตร์ชาติ5ปีจากนศ.วปอ.

07 ก.ย. 2552

"นายกฯ"รับฟังยุทธศาสตร์ชาติ 5 ปีจากนศ.วปอ. ระบุสิ่งที่เสนอสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลทั้งหมด

(7ก.ย.) เมื่อเวลา 15.00น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงานการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2553-57 “พลิกฟื้นวิถีไทย ก้าวไกลในเวทีโลก” ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) 2551 โดยงานนี้มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเดินทางมาด้วย  โดยโอกาสนี้นักศึกษาวปอ.2551ได้เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ชาติ คือ 1.โครงการพลิกฟื้นวิถีไทยด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตร อาทิ

ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง 2.โครงการสร้างเยาวชนไทยในอุดมคติสำหรับโลกอนาคต ซึ่งมีโครงการแยกย่อยที่น่าสนใจ คือ โครงการพลิกฟื้นลูกเสือแห่งชาติ โครงการหนึ่งจังหวัด หนึ่งโรงเรียนสองภาษา โครงการตั้งโรงเรียนอัจฉริยะ ที่มีแต่นักเรียนที่มีไอคิวสูง และ 3.โครงการด้านพลังงาน โดยมีการเสนอโครงการย่อย อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ , การจัดหาก๊าซธรรมชาติ เจรจาแก้ปัญหาเขตไหล่ทวีปทับซ้อนในทะเล ระหว่างไทยกัมพูชา , โครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถไฟรางคู่  , ส่งเสริมการใช้พลังงานลม และ4. โครงการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบบูรณาการ โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ต้องบูรณาการหน่วยวานที่เกี่ยวข้องไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อน และจัดทำแผนยุทธศาสตร์ โดยยึดการเมืองนำการทหาร และวางแนวปฏิบัติในห้วง 5 ปีข้างหน้า

 นอกจากนี้นักศึกษาวปอ. ยังเสนอให้มียุธศาสตร์ด้านความมั่นคง คือ กระจายกำลัง ควบคุมพื้นที่ จัดตั้งจุดตรวจในลักษณะเครือข่าย และควบคุมแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย กดดัน-สลายแกนนำตามกฎหมาย ส่วนกองกำลังประชาชนให้ปฏิบัติการเชิงรับ พร้อมจัดหน่วยเคลื่อนที่เร็วและเสริมด้วยการปฏิบัติการข่าวสาร และให้ประชาชนสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ต้องยึดยุทธศาสตร์พระราชทานคือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ควรจะทำแผนงานพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนแบบพหุวัฒนธรรม

 นักศึกษาวปอ. 2551 ได้กล่าวตอนท้ายภายหลังเสนอยุทธศาสตร์ ว่า ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลทุกด้านท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจและขอเสนอแนะให้เตรียมความพร้อมสู้โลกอนาคต และการฟื้นวิถีไทยจะช่วยนำประเทศไทยก้าวไกลในเวทีโลกอย่างสง่างามสมศักดิ์ศรีและยั่งยืน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนแถลงยุทธศาสตร์ได้มีการนำเสนอวีดีทัศน์ เป็นการนำเสนอภาพของความแตกแยกความคิด ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ และปัญหาชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อบ้าน รวมทั้งวิกฤติเศรษฐกิจโลกด้วย

 ด้านนนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การแถลงยุทธศาสตร์นอกจากจะเป็นประเพณียังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจเพราะได้ระดมความคิดจากนักศึกษาที้เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถ มีประสบการณ์จากหลายสาขาทำให้ยุทธศาสตร์มีน้ำหนัก และที่ผ่านรัฐบาลก็มีการนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้การบริหารสมัยใหม่ต้องมียุทธศาสตร์ในการดำเนินการ ที่มาจากการคิดเป็นระบบ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส อุปสรรคอย่างครบถ้วน รวมทั้งมี วัตถุประสงค์ วิธีการ แนวทางการใช้ทุกด้าน ซึ่งหน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี ตนจึงขอชื่นชมการแถลงวันนี้ เป็นการจัดทำที่เห็นความตั้งใจที่มีองค์ความรู้ มีสาระที่ทันสมัย ที่สำคัญจากตัวอย่างโครงการที่เสนอนำไปใช้ได้จริง

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนได้ให้มีการเปรียบเทียบยุทธศาสตร์ดังกล่าวกับนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา พบว่าส่วนใหญ่สอดคล้องกัน และเป็นการกำหนดแนวทางที่ตรงกับสิ่งที่ประเทศเผชิญอยู่ และเป้าหมายไม่ต่างกันคือความต้องการเห็นสังคมไทยไปกลับสู่ความสมานฉันท์สามัคคี ประเทศก้าวพ้นวิกฤติอย่างยั่งยืน และรัฐบาลยินดีรับทุกยุทธศาสตร์ไปศึกษาและไปผลักดันต่อไป

 นายกฯ กล่าวต่อไปว่า ที่ตนชอบใจเป็นพิเศษคือการมองเห็นปัญหาและเข้าใจถึงบริบทของสังคมโลก จะเห็นว่าคำขวัญ“พลิกฟื้นวิถีไทย ก้าวไกลในเวทีโลก” เป็นแนวทางที่เป็นความลงตัวระหว่างการยอมรับความเป็นจริงว่าสังคมไทยไม่อยู่ได้โดยลำพังไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงและผันผวน ดังนั้นการที่ความสุขของคนไทยจะเกิดขึ้นก็อยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงในโลก สภาพปัญหาของเราก็เป็นปัญหาระดับโลก อาทิ ปัญหาโลกร้อน วิกฤติพลังงาน และจุดอ่อนของทุนนิยมระดับโลก รวมทั้งภัยคุกคามใหม่ ด้านอาชกรรมช้ามชาติและอาชกรรมทางเทคโนโลยี

 “ มีการให้สำรวจสังคมของเราว่ามีจุดแข็งอีกมากที่ถูกละเลย และไม่ได้นำมาใช้เท่าที่ควร เช่น ความอุดมสมบูรณ์ที่ทำให้มีฐานะที่ดีในด้านการเกษตร หรือในกรณีที่เรามีจุดแข็งอีกมากมายที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และนิสัยของคนไทย ที่แปรเปลี่ยนให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐดืจ ที่เป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์”นายกฯ กล่าว

 จากนั้นนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเสนอแนะเพิ่มเติมในแต่ละยุทธศาสตร์ ว่า ประเด็นแรกอยากเรียนว่าปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางการเมือง อยากจะเรียนว่าเศรษฐกิจหลังจากที่เราได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากโลก รัฐบาลเข้ามาต้นปีได้เร่งกำหนดยุทธศาสตร์ผ่านการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกับคนยากคนจน ซึ่งปัจจุบันเสร็จสิ้นแล้ว ทำให้การชลอตัวและการหดตัวเกิดทางเศรษฐกิจในอัตราที่ต่ำลงมาก และภายในสิ้นปีนี้จะเห็นอัตราการขยายตัวกลับเป็นบวก และจะมีความเหมาะสมในปี 53 นอกจากนี้นายกฯยังกล่าวถึงโครงการไทยเข้มแข็งที่จะสร้างงานให้ประชาชนได้ 1.5 ล้านตำแหน่ง รวมทั้งยังครอบคลุมถึงโครงการระบบราง ก็เป็นส่วนหนึ่งของไทยเข้มแข็ง ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจกำลังจะผ่านพ้น แต่ทั้งนี้เราต้องมีความพร้อมในการที่เศรษฐกิจฟื้นด้วย สำหรับยุทธศาสตร์ด้านพลังงานก็มีการวางแผนนำพืชหลักมาใช้โดยไม่กระทบกับอาหารของประเทศ

 นายกฯ กล่าวถึงเรื่องตามขัดแย้งในสังคมว่า รัฐบาลพยายามเป็นแบบอย่างของรัฐบาลตามวิถีทางประชาธิปไตยฯ ใช้อำนาจโดยคำนึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ยอมรับความแตกต่าง เปิดโอกาให้คนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันได้มีโอกาสแสดงความเห็นภายใต้กรอบของกฎหมาย และยังบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคศักดิ์สิทธ์

 “ เราคาดหวังให้คนคิดตรงกันไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศและประชาธิปไตยยกระดับไปคือแม้มีความคิดเห็นที่หลากหลายแต่เราบริหารจัดการภายใต้กรอบของกฎหมายและการบริหารที่ดี เราต้องป้องสถาบัน หลักกฎหมาย และการยืดหยุ่นในการตอบสนองความแตกต่าง โดยรัฐบาลจะนำเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ในวันพรุ่งนี้ เพื่อนำมาขอความเห็นในรัฐภา เพื่อจะได้ให้สมาชิกสภาแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่

 นายกฯ กล่าวยังอีกว่า กรณีความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นขอเรียนว่า แนวทางตามยุทธศาสตร์นั้นตรงและสอดคล้องกับที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ และตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไปงานด้านการพัฒนาพื้นที่พิเศษจะมีวงเงินงบประมาณ 6 หมื่นล้านบาทลงไป เพื่อนำไปสู่การยกระดับรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ ส่วนการเข้าใจเข้าถึงพัฒนานั้น ก็มีโครงการทำลึกลงไปในระดับหมู่บ้าน เช่นการส่งเสริมงเสริมอาชีพตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การส่งเสริมประมงชายฝั่ง ที่จะมีการผลักดันใน 3 ปีข้างหน้า ส่วนการรักษาความมั่นคง การใช้เครือข่ายและเทคโนโลยี รวมทั้งการใช้ความเข้มแข็งในระบบบังคับบัญชาก็จะแก้ไขเช่นเดียวกัน
 
 สำหรับเรื่องฟื้นการเจรจาพื่นที่ทับซ้อนฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้มีการหยิบยกเรื่องนี้มาหารือ และมีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ โดยรัฐบาลจะหารือกับรัฐสภาเร็วๆนี้ สำหรับโครงการไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ในแผนพัฒนาพลังงานก่อนหน้านี้ แต่เพื่อความรอบคอบรอบด้าน และการสร้างความเข้าใจกับมวลชนยังเป็นอุปสรรคที่ท้าทายและต้องดูความเป็นไปได้ต่อไป แต่ด้วยเทคโนโลยีจะช่วยเราตัดสินใจใน 2 ปีข้างหน้า ส่วนพลังงานลมก็ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีเอกชนเข้าไปสำรวจพื้นที่บริเวสณชายฝั่งอ่าวไทย ซึ่งศักยภาพยังมีปัญเรื่องความเร็วของลม แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าเราจะมีแรงจูงใจเพิ่มเติมอะไรได้บ้าง

 “ แต่พื้นที่ทีมีศักยภาพคือพื้นที่ราบสูง แต่ปรากฎว่าเป็นพื้นที่อุทยาน ก็ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงพลังงานไปหารือกันอย่างใกล้ชิดในเรื่องของข้อยกเว้นข้อกฎหมายว่าในการจัดทำพลังงานลมจะทำอย่างไร ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องอย่างยิ่งในสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการ”นายกฯ กล่าวและว่า ส่วนเรื่องของเยาวชนตนให้ความสำคัญกับการศึกษามาตลอด ที่การศึกษาไม่จำกัดในโรงเรียนเท่านั้น และกรณีของลูกเสือก็เป็นกิจกรรมที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุน

 “ ความเข้มแข็งของสังคมถ้าทำให้เกิดเจตนารมณ์ร่วมกันก็จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีในบ้านเรา ซึ่งรัฐบาลต้องการระดมกำลังของทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง เพราะลำพังพวกเราไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาต่างๆ คือยื่นมือออกไปเอาทุกภาคส่วนเข้าเป็นกำลังในการแก้ปัญหาของชาติ และเราทรัพยากรบุคคล และปัญญาอีกมากที่อยู่นอกห้องนี้ที่มีความคิดใหม่ๆที่แตกต่างกับที่เราคิดกันอยู่ ถ้าเอามาใช้ก็จะให้ฝ่าฟันไปได้ ถ้าถูกละเลยไปหรือนำไปใช้ในทางที่ผิดปัญหาก็ยากต่อการแก้ไข แม้เราจะมีความตั้งใจดีขนาดไหนก็ตาม”นายกฯ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาระสำคัญยุทธศาสตร์ชาติ 2553 - 57 ของคณะนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร 2551 เสนอนโยบายความมั่นคงเเห่งชาติ138 เรื่อง โดยบางเรื่องที่น่าสนใจดังนี้ 8.ฟื้นฟูความสมานฉันท์เเละความปรองดองของคนใน ชาติ รวมทั้งปลูกฝังอุดมการณ์เเละค่านิยมความสามัคคีเพื่อให้ประชาชนในทุกภาคส่วน ร่วมใจกันผนึกกำลังต่อสู้ภัยคุกคามรูปเเบบต่างๆ 9.พึงยึดยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา อย่างจริงจัง โดยบูรณาการ/สร้างความเข้าใจเเละสร้างความมีเอกภาพในการดำเนินงานของทุกภาคส่วนในการเเก้ไขปัญหาจังหวัดชายเเดนภาคใต้ ด้วยเเนวทางสมานฉันท์สันติวิธีภายใต้หลักนิติธรรม 11.สร้างความสัมพันธ์ที่ดีเเละความเข้าใจที่ถูกต้องกับชาติเเละองค์กรระหว่างประเทศของโลกมุสลิม รวมทั้งชาติ ตะวันตกอื่นๆเพื่อให้นานาชาติเห็นว่าเป็นปัญหาภายในของไทย เเละหันมาให้การสนับ สนุนการเเก้ไขปัญหาของไทยมากยิ่งขึ้น 28.การปรับปรุงเเก้ไขรัฐธรรมนูญเเห่งราชอาณาจักรฉบับ2550ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ตามหลักนิติรัฐเเละสอดคล้องกับลักษณะของสังคมไทย

 32.พึงสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้การเมือง เพือลดความเหลื่อมล้ำในระบอบประชาธิปไตย การใช้สิทธิเเละเคารพในเสรีภาพของ บุคคลอย่างถูกต้องเเท้จริงเพื่อขจัดความขัดเเย้งของคนในชาติ 33.รัฐพึงบรรจุ วิชาการเมือง การปกครองในหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับระดับมัธยมต้นเเละมัธยม ปลายโดยจัดให้มีผู้สอนที่มาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนั้นมาก่อนมาร่วมสอนเเละเเนะนำ 39.พึงพัฒนาระบบการเมืองไทยให้ได้นักการเมืองเเละพรรคการเมืองที่มีคุณภาพเเละมีธรรมาภิบาลโดยเสริมสร้างให้ประชาชนเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาระบบการเมืองไทย 45.รัฐพึงกำหนดให้ผู้ประสงค์สมัครเข้ารับตำเเหน่งทางการเมืองทุกระดับต้องผ่านการฝึกอบรมเพื่อรับประกาศนียบัตรเกี่ยวกับบทบาทอำนาจหน้าที่ของตำเเหน่งที่คนประสงค์เข้ารับหน้าที่นั้นๆโดยให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการนั้นๆเข้าร่วมเเนะนำเเละให้ความรู้ 46.รัฐพึงกำหนดให้มี การบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญกับบุคลากรทางการเมืองทุกกลุ่มทุกฝ่ายเสมอกันโดย เคร่งครัดผู้ที่ฝ่าฝืนหรือกลุ่มบุคคลที่ฝ่าฝืนให้ตัดสิทธิทางการเมือง10ปี