
อภิสิทธิ์ร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันนักธุรกิจเอเปค
(7ก.ย.) เวลา 12.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารกลางวัน APEC CEO Summit : Thailand Update ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่น กรุงเทพฯ สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีที่ได้มาร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันกับนักธุรกิจชั้นนำในงาน APEC CEO Summit วันนี้ และขอบคุณผู้จัดงานที่ได้เปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้พบปะกับภาคธุรกิจอีกครั้งหนึ่ง
ดังที่ได้ทราบกันดีว่าในช่วงสองทศวรรษนี้มีวิวัฒนาการของความร่วมมือต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ สหภาพยุโรป(EU) ในทวีปยุโรป เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ในทวีปอเมริกาเหนือ ตลาดร่วมอเมริกาใต้ตอนล่าง(MERCOSUR) ในทวีปอเมริกาใต้ และอาเซียน (ASEAN) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ดี APEC นอกจากจะเป็นการรวมกลุ่มกันในภูมิภาคแล้ว ยังเป็นการรวมกลุ่มที่มีศักยภาพสูงด้วย
APEC คือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย แปซิฟิก โดยเป็นความร่วมมือของ 21 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศเศรษฐกิจรายใหญ่ เช่นอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ประเทศเศรษฐกิจรายใหม่ เช่นเขตบริหารพิเศษฮ่องกง มาเลเซีย และประเทศไทย ประเทศเศรษฐกิจซีกโลกใต้ คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ประเทศเศรษฐกิจมุสลิมรายใหญ่เช่น อินโดนีเซีย ซึ่งถือได้ว่าเอเปคเป็นการรวมกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย เอเปคเป็นประชาคมที่นับได้ว่ามีมูลค่าทางการค้ากว่าครึ่งหนึ่งของโลกและมีประชากรมากกว่าสองพันล้านคน รวมทั้งมีโอกาสทางธุรกิจมากมายและทั่วทุกหนทุกแห่ง
ตั้งแต่มีการก่อตั้ง APEC เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่ร่วมก่อตั้ง และมีส่วนร่วมในการกำหนดบทบาทและทิศทางของการรวมกลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังได้พยายามผลักดันให้เกิดการค้าและการลงทุนเสรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยได้มีการตั้งเป้าหมายตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์โบกอร์ ว่าจะให้บรรลุผลสำเร็จภายในปี 2010 สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว และปี 2020 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา
การบริหารจัดการของ APEC ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการค้าเสรีและแนวทางภูมิภาคนิยมแบบเปิด (Open Regionalism) ในการพัฒนากรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคนั้นตั้งเป้าหมายที่จะใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดจากความหลากหลายของประเทศสมาชิก เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและความรุ่งโรจน์ต่อไป ในปี 2003 ประเทศไทยมีความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคครั้งที่ 11 ที่กรุงเทพฯ โดยมีสาระสำคัญว่า โลกแห่งความแตกต่าง ความร่วมมือเพื่ออนาคต “A World of Differences: Partnership for the Future) ปัจจุบันนี้แม้เวลาผ่านไปหกปี แต่นายกรัฐมนตรียังคงเชื่อมั่นว่าสาระสำคัญดังกล่าวยังคงอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นในปัจจุบันนี้ ความร่วมมือไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลเท่านั้นแต่ยังได้ขยายความร่วมมือออกไปยังภาคเอกชนกับภาคเอกชน และความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนอีกด้วย
ในปีนี้ การจัดประชุมผู้นำเอเปคจัดขึ้นที่สิงคโปร์ในวันที่ 14 พฤศจิกายน และการประชุม APEC CEO Summit จะถูกจัดขึ้นสองวันก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน การประชุม APEC CEO Summit จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักธุรกิจจากประเทศสมาชิกเอเปคได้พบปะกันและขยายเครือข่าย เช่นเดียวกันกับการจับคู่ของภาคเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกัน
ในขณะเดียวกัน นักธุรกิจทั้งสหรัฐ ฯ และญี่ปุ่น ก็จะร่วมเดินทางมากับคณะผู้นำด้วย ทั้ง ประธานาธิบดีโอบามา และนายกรัฐมนตรีฮาโตยามา ซึ่งจะเดินทางมาเข้าร่วมและกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดเอเปคและการประชุมเอเปคกับภาคเอกชน (APEC CEO Summit) เป็นครั้งแรกด้วย และในโอกาสนี้ ตนเองก็จะกล่าวสุนทรพจน์ ในโอกาสนี้ด้วย ดังนั้น การเข้าร่วมการประชุมสุดยอด CEO ในครั้งนี้ ไม่เพียงจะสามารถขยายเครือข่ายทางธุรกิจ ยังจะได้รับทราบวิสัยทัศน์จากผู้นำเอเปค และผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนและแขกรับเชิญชั้นนำอื่นๆ ด้วย
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการหมุนเวียนกันเป็นประธานเอเปค ซึ่งบางครั้งอาจเป็นอุปสรรคในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอด CEO ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว การประชุมนี้ได้ถูกจัดขึ้นที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ซึ่งในปีนี้การจัดประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคและการประชุมเอเปคกับภาคเอกชน (APEC CEO Summit) จะจัดขึ้นที่สิงคโปร์ ซึ่งสร้างความสะดวกสบายในการเดินทางและช่วยประหยัดเวลา
นายกรัฐมนตรีต้องการให้ผู้แทนภาคเอกชน ใช้การประชุมสุดยอดครั้งนี้ ให้เกิดประโยชน์ ทั้งการพบปะกับนักธุรกิจชั้นนำและขยายหุ้นส่วนและเครือข่ายทางธุรกิจ การเป็นส่วนนี้ของเครือข่ายภาคธุรกิจเอเปค เพื่อจะได้รับทราบและติดตามพัฒนาการ การให้สิทฺธิพิเศษต่างๆ รวมทั้งสร้างเครือข่ายมิตรภาพในระยะยาว ซึ่งนักธุรกิจอาเซียนจำนวนหนึ่งก็เข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวว่า ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย ก็มีความสนใจที่จะรับทราบความคิดเห็นของหลายภาคส่วน ในฐานะผู้กำหนดนโยบาย นายกรัฐมนตรีมีความยินดีที่จะรับฟังปัญหาและข้อกังวลของทุกคน เพื่อที่จะนำกลับมาปรับปรุงสภาพแวดล้อมการลงทุนในประเทศ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับเพื่อนต่างประเทศ และเพื่อที่จะนำข้อห่วงกังวลเหล่านี้ไปหารือกับผู้นำเอเปคคนอื่นๆ เพื่อช่วยให้การทำธุรกิจของทุกคนสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา เราประสบความสำคัญจากการทำโครงการ APEC Business Card ที่อำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจสามารถเดินทางระหว่างเขตเศรษฐกิจโดยไม่ต้องใช้ วีซ่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีมั่นใจว่า จะได้เห็นการนำความสำเร็จนี้ไปใช้ในสาขาอื่นมากขึ้น
นายกรัฐมนตรีหวังว่า หลังการร่วมรับประทานอาหารกลางวันวันนี้ จะมีหลายท่านสนใจเข้าร่วมการประชุม APEC CEO ในเดือน พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ผู้เข้าร่วมการประชุม จะไม่เป็นเพียงในฐานะของตัวแทนบริษัท แต่ในฐานะตัวแทนของประเทศ และพวกเราจะได้ช่วยกันทำให้ผู้เข้าร่วมประชุม APEC ทราบถึงความสำเร็จของประเทศไทยทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง แม้ว่าเราจะอยู่ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจโลกและประสบกับความยุ่งยากทางการเมืองภายใน และทุกท่านจะสามารถแจ้งให้หุ้นส่วนทางธุรกิจทราบว่า การประกอบธุรกิจในประเทศไทยจะเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่ง
นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าปีนี้เป็นปีแห่งโอกาสที่เราจะร่วมผลักดันความร่วมมือเอเปค เอเปคได้มีบทบาทที่สำคัญเมื่อการประชุมรอบอุรุกวัยซึ่งได้เสร็จสิ้นลงแล้ว สำหรับในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเศรษฐกิจโลกซึ่งได้มีการดำเนินการเพื่อรับมือวิกฤตดังกล่าวรวมทั้งการดำเนินการอันเนื่องมาจากการประชุมรอบโดฮา ทั้งนี้ผู้นำเอเปคต้องมั่นใจว่าพวกเขาไม่เสียโอกาสในการผลักดันผลการประชุมดังกล่าว
ในขณะเดียวกันยังได้มีการประชุมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการประชุมโคเปนเฮเกนซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และในปีนี้เราจะเห็นว่าอาเซียนและภูมิภาคเอเชียได้พยายามจัดหากลไกสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนที่ดีจากประเทศในเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย เกาหลี และญี่ปุ่น รวมทั้งสหรัฐอเมริกา และประเทศแถบยุโรป ซึ่งการประชุมในเดือนพฤศจิกายนนี้ผู้นำจากประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคจะรวมตัวกันเพื่อสร้างกลไกให้เกิดการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไป
นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า แม้ปีนี้ประเทศไทยจะให้ความสำคัญแก่อาเซียน ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า เราให้ความสำคัญแก่ เอเปค น้อยลง เพราะทั้ง อาเซียนและเอเปค ต่างเป็นส่วนที่สำคัญที่ต้องไปด้วยกัน เป็นภูมิภาคที่ขยายขอบเขตกว้างขึ้นและเป็นโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก เอเปคและอาเซียนต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไม่ใช่แข่งขันกัน
อาเซียนและเอเปคต่างมุ่งส่งเสริมเป้าหมายร่วมกันและความปรารถนาในการไปสู่การเปิดเสรีทางการค้าโดยปราศจากการกีดกันทางการค้า เพื่อผลักดันให้การเจรจารอบโดฮาบรรลุเป้าประสงค์ ในขณะเดียวกันต่างมุ่งช่วยเหลือประชาชนของเราให้ได้รับประโยชน์จากโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม ความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อมที่สะอาด สังคมที่ปราศจากอาชญากร ฯลฯ
อย่างไรก็ดี เพื่อไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ เราต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดการกระทำที่สร้างสรรค์จากองค์กรที่เราได้สร้าง นั่นคือ เราจะใช้เอเปคอย่างสร้างสรรค์เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ของบรรดาสมาชิกอาเซียน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และที่สำคัญที่สุดเพื่อประโยชน์แก่โลกใบนี้
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณและหวังจะได้พบกับทุกคนอีกครั้งที่ประเทศสิงคโปร์



