
เปิดมาตรการช่วยเอสเอ็มอี ดันเศรษฐกิจฐานราก
เปิดมาตรการช่วยเอสเอ็มอี ดันเศรษฐกิจฐานราก
วันที่ 5 พ.ค.60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีการประชุมคณะทำงานด้านการส่งเสริมเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ภายใต้คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ เพื่อได้เร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) โดยนายสมคิด ระบุว่าขณะนี้ตัวเลขการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่คนข้างล่างยังไม่ค่อยมีเงิน ดังนั้นรัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะลงไปช่วยผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อยให้เข้มแข็งมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งหากช่วยในส่วนนี้ขึ้นมาได้ ก็จะช่วยยกระดับการเติบโตของจีดีพีได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ธนาคารออมสินควรจะเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยหรือไมโครเอสเอ็มอีเหล่านี้เป็นหลักมากกว่าจะไปปล่อยกู้ให้กับรายใหญ่ เพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้เข้าถึงแหล่งการเงินได้ง่าย ในขณะที่ธนาคารออมสินก็จะได้ฐานลูกค้าขนาดใหญ่ จากนั้นธนาคารพาณิชย์ต่างๆก็จะตามมาให้สินเชื่อคนกลุ่มนี้ โดยในส่วนของสมาคมธนาคารไทย ควรจะลงไปคุยกับธนาคารที่เป็นสมาชิกให้ปล่อยสินเชื่อให้กับรายย่อยเหล่านี้มากขึ้น ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเหล่านี้เข้าถึงแหล่งเงินทุน
“ผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่เบี้ยวหนี้ แต่ธนาคารอาจจะต้องใช้กำลังคนเยอะขึ้นในการดำเนินงาน เพราะพวกนี้ใช้วงเงินกู้น้อยแต่มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากทุกฝ่ายเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างเข้มแข็งจากรากฐานของท้องถิ่นต่างๆ”
นอกจากนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ลงไปช่วยสนับสนุนด้านการเงิน และการจัดการให้กับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน เช่น โครงการรวมกลุ่มพัฒนาการท่องเที่ยว พัฒนาสินค้า หรือตลาด ซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จะต้องไปพร้อมกับความสามารถทางการแข่งขัน หน่วยงานองค์กรต่างๆจะต้องเข้าไปช่วยเหลือคนจนที่รวมกลุ่มมีโครงการชุมชน รวมทั้งจะต้องช่วยกันสร้างตลาดสินค้าชุมชนโดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อให้เอสเอ็มอีในพื้นที่มีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น
ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม จะต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหา แต่มีศักยภาพในการผลิตให้ลุกขึ้นมาใหม่ให้ได้ ซึ่งธนาคารต่างๆจะต้องเติมทุนให้กับผู้ประกอบการเหล่านี้ เพราะหากขาดการสนับสนุนด้านการเงิน แม้ว่าจะช่วยเหลือให้ความรู้ด้านต่างๆ แต่หากขาดเงินทุนก็ไม่สามารถกลับขึ้นมาดำเนินธุรกิจได้
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงนโยบายการช่วยเหลือเอสเอ็มอีทั้งระบบ ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในทุกขนาดธุรกิจ โดยจะให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการอบรมให้ความรู้ เสริมทักษะด้านต่างและ และการสนับสนุนด้านการเงิน
ในส่วนของสินเชื่อช่วยเหลือไมโครเอสเอ็มอี จะมีสินเชื่อเอสเอ็มอีคนตัวเล็ก วงเงิน 2 พันล้านบาท ซึ่งจะอนุมัติวงเงินกู้ไม่เกิน 2 แสนบาทต่อราย คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ 1 หมื่นราย โดยสินเชื่อนี้จะมีระยะเวลาการกู้ 10 ปี ปลอดเงินต้น 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ย 0% และผ่อนปรนหลักประกัน ผู้ประกอบการที่เข้าข่ายจะกู้เงินในสินเชื่อนี้ จะต้องเป็นไมโครเอสเอ็มอี (มีการจ้างงานไม่ถึง 5 คน หรือไม่ได้จดทะเบียนการค้า) กิจการประเภทบุคคลธรรมดา และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
นอกจากนี้ ยังได้นำเงินกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ส่วนหนึ่งวงเงิน 3 พันล้านบาท มาปล่อยสินเชื่อให้กับไมโครเอสเอ็มอี มีวงเงินรายละไม่เกิน 6 แสนบาท คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ 5 พันราย โดยสินเชื่อนี้จะมีระยะเวลาการกู้ 7 ปี ปลอดเงินต้น 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ย 1% และผ่อนปรนหลักประกัน ทั้งนี้หากมีผู้ประกอบการให้ความสนใจเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดก็จะพิจารณาเพิ่มสินเชื่อนี้ได้ ส่วนผู้ประกอบการไมโครเอสเอ็มอี (มีแรงงานมีถึง 5 คน หรือไม่ได้จดทะเบียนการค้า) สามารถเข้าไปขอสินเชื่อได้ที่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สสว. และธพว. และหากอยู่ในต่างจังหวัด สามารถเข้าไปขอได้ที่อุตสาหกรรมจังหวัด และคณะกรรมการกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐจังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน
ในส่วนของการช่วยเหลือด้านการเงินให้กับเอสเอ็มอีทั่วไป จะมี 2 กองทุน ได้แก่ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ มีวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท วงเงินกู้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ 5 พันราย โดยสินเชื่อนี้จะมีระยะเวลาการกู้ 7 ปี ปลอดเงินต้น 3 ปีแรก อัตราดอกเบี้ย 1% และผ่อนปรนหลักประกัน
ด้านผู้ประกอบการที่ต้องการปรับปรุงระบบการผลิต หรือยกระดับไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ก็จะมีสินเชื่อSMEs Transformation Loanวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท อนุมัติวงเงินให้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ 5 พันราย ซึ่งจะมีระยะเวลาการกู้ 7 ปี ปลอดเงินต้น 1 ปีแรก อัตราดอกเบี้ย 3% และจะต้องได้รับการค้ำประกันเงินกู้จากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
การช่วยเหลือครั้งนี้ จะครอบคลุมไมโครเอสเอ็มอีที่มีปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) สามารถกู้ได้เช่นกัน และยังได้จัดสรรวงเงินอีก 100 ล้านบาท เพื่อทำโครงการยกระดับมาตรฐานสินค้าของไมโครเอสเอ็มอี เช่น ให้ความรู้ด้านการตลาด ไอที ตรวจสอบสุขอนามัยของสินค้า จูงใจให้ทำบัญชีถูกต้อง คาดว่า โครงการทั้งหมดจะช่วยเหลือได้ถึง 1.5 หมื่นราย โดยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สามารถเข้าไปติดต่อตามช่องทางต่างๆ เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ ศูนย์สนับสนุนและช่วยเหลือเอสเอ็มอี (ศูนย์ซับพอร์ตแอนด์เรสคิว) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สสว. อุตสาหกรรมจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคทั้ง 11 แห่ง
นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่รับให้การสนับสนุนกลุ่มไมโครเอสเอ็มอี ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น เช่น ร้านค้าก๋วยเตี๋ยว ร้านค้าห้องแถว ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ซึ่งความช่วยเหลือนี้มั่นใจจะทำให้ธุรกิจเล็กๆแบบนี้ได้รับโอกาสมากขึ้น และปลายเดือนส.ค.-ก.ย. 2560 ได้เตรียมจัดงาน อาเซียน เอสเอ็มอี ชิฟท์ อัพ 2017 : คอนเนกชั่น เพื่อสร้างโอกาสให้กับเอสเอ็มอีในภูมิภาคอาเซียนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน



