
‘อาคม’สั่งเบรกต่อขยาย‘สีเขียว’ รอกทม.เคลียร์หนี้
‘อาคม’สั่งเบรกรถไฟฟ้าต่อขยาย‘สีเขียว’ รอกทม.เคลียร์หนี้
นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าการรฟม. ในฐานะรักษาการผู้ว่าการ รฟม. กล่าวภายหลังการประชุมโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่มีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานเมื่อวันที่ 5 พ.ค.60 ที่ผ่านมาว่าที่ประชุมฯ มีมติให้ชะลอการนำเสนอโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 เส้นทางให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เนื่องจากต้องการให้การโอนหนี้สินและทรัพย์สินมีความชัดเจนก่อน
“อีกทั้งมองว่าหากกทม. รับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวจาก รฟม. ไปแล้ว ก็ควรเป็นผู้พิจารณาลงทุนส่วนต่อขยายด้วยตัวเอง”
ทั้งนี้ตามแผนเดิมทางกระทรวงคมนาคมกำหนดจะสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอเข้าครม. ในเดือน มิ.ย.นี้
นายธีรพันธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ กทม. ขอให้ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณในการรับโอนหนี้สินและทรัพย์สินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว มูลค่า 60,815 ล้านบาทจาก รฟม. ว่า นายอาคมจะหารือเรื่องนี้กับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสอบถามรายละเอียดและความชัดเจนต่างๆ เพราะกระทรวงการคลังมีอำนาจหลักในการพิจารณาว่าจะให้งบประมาณกับกทม. หรือไม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมตัดสินใจชะลอโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย ช่วงสมุทรปราการ-บางปู และคูคต-ลำลูกกา ไว้ก่อนเพื่อไม่เกิดปัญหา เนื่องจากถ้า กทม. รับโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวไปแล้ว อาจไม่เห็นด้วยกับการลงทุนส่วนต่อขยายทั้ง 2 เส้นทาง เพราะจำนวนผู้โดยสารของส่วนต่อขยายมีไม่มาก
นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)เปิดเผยว่า ในปีนี้ งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจโดยรวมจะลดลงประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท หลังจากที่การลงทุนโครงการรถไฟทางคู่ต้องเลื่อนออกไป
ทั้งนี้ งบลงทุนรวมของรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนรวม 45 แห่ง มีมูลค่า 3.64แสนล้านบาท แต่ล่าสุดสภาพัฒน์ได้ตัดงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจลงเหลือ 3.42 แสนล้านบาท โดยงบลงทุนส่วนที่ลดลงไปนั้น เป็นของโครงการรถไฟทางคู่เป็นส่วนใหญ่
โครงการรถไฟทางคู่ ที่ทางซูเปอร์บอร์ดจัดซื้อที่มีนายประสารไตรรัตน์วรกุล เป็นประธาน ได้สรุปว่า ให้เริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการรถไฟรางคู่ 5 เส้นทางของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ใหม่ทำให้แผนการลงทุนในโครงการนี้ ที่เริ่มคาดว่า จะสามารถเริ่มเบิกจ่ายงบลงทุนได้ในไตรมาสที่สี่ของปีนี้ จำเป็นต้องเลื่อนออกไปเป็นเบิกจ่ายในปีงบประมาณหน้าหรือปีงบประมาณ2561
ภาพรวมของการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจจากต้นปีงบประมาณคือ 1 ต.ค.2559 จนถึง มี.ค. 2560 สามารถเบิกงบลงทุนออกไปแล้วรวม 6.35 หมื่นล้านบาท ขณะที่ แผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม 6 เดือนของ อยู่ที่ 7.81 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตามคาดว่า หลังจากนี้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะเริ่มสูงขึ้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีปฏิทิน ที่มีเม็ดเงินลงทุนในปีนี้รวม 1.96 แสนล้านบาท จะเริ่มทยอยเบิกจ่ายงบลงทุน ส่วนการเบิกจ่ายจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 95%ตามมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่นั้น ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างสูง
“สคร.มั่นใจว่าปีนี้จะจัดเก็บรายได้ แผ่นดินเป็นไปตามเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณ2560พร้อมทั้ง สคร. จะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะส่งผลในการช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังให้แก่ประเทศด้วยอีกทางหนึ่ง”
สำหรับการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ 55 แห่งที่มีรายได้ให้แก่รัฐบาล ในช่วง 7 เดือนแรกของปีงบประมาณ (ต.ค.ถึงเม.ย.) รัฐวิสาหกิจมีการนำส่ง 9.63 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 9.5%ขณะที่ เป้าหมายรายได้รัฐวิสาหกิจทั้งปีอยู่ที่ 1.31 แสนล้านบาท ซึ่งจากสถานการณ์การนำส่งรายได้คาดว่า ทั้งปีนี้รัฐวิสาหกิจน่าจะนำส่งรายได้สูงกว่าเป้าหมายดังกล่าว
รัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้สูงสุด ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต โดย 7 เดือนนำส่ง 2.12 หมื่นล้านบาท,สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 1.62 หมื่นล้านบาท ธนาคารออมสิน 1.31 หมื่นล้านบาท การไฟฟ้านครหลวง 7.04 พันล้านบาท



