ข่าว

พัชรวาทยันทำหน้าที่ต่อจน"อภิสิทธิ์"สั่ง

พัชรวาทยันทำหน้าที่ต่อจน"อภิสิทธิ์"สั่ง

08 ก.ย. 2552

มติ ป.ป.ช. ฟันอาญา"สมชาย-ชวลิต" ขณะที่ "พัชรวาท-สุชาติ" โดนทั้งอาญาและวินัยร้ายแรง ขณะที่เจ้าตัวเก็บตัวเงียบ"อยู่ที่สตช. "อภิสิทธิ์"ยังนิ่งระบุทุกอย่างต้องเป็นไปตามกม.ชี้ขอเวลาไปดูคำวินิจฉัยก่อน สมชายแถลงโต้เองปปช.เร่งรีบชี้มูลไม่รอศาลปค.

เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. แถลงหลังประชุมว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีการพิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวนเหตุสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยที่ประชุมมีมติ 8 ต่อ 1 ชี้มูลความผิดคดีอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ฐานสั่งการให้ตำรวจสลายการชุมนุม

 ขณะเดียวกัน ในส่วน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 (ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลในขณะนั้น) ถือว่ามีความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง ส่วนผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ได้แก่ พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ และ พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ตำแหน่งในขณะนั้น) ไม่ถูกชี้มูลความผิด เนื่องจากทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

 อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกชี้มูลความผิดทางคดีอาญา ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะอยู่ในเวลาดำเนินการ 7-15 วัน ส่วนความผิดทางวินัยร้ายแรง จะส่งเรื่องถึงผู้บังคับบัญชาให้พิจารณาภายใน 3 วัน

 สำหรับความผิดในคดีอาญา ป.ป.ช.จะต้องส่งสำนวนของบุคคลทั้ง 4 ให้อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา ส่วนความผิดวินัยร้ายแรงของ พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.สุชาติ ป.ป.ช.จะต้องส่งสำนวนให้แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาโทษ ซึ่งนายอภิสิทธิ์จะต้องนำกรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาท เข้าพิจารณาใน ก.ต.ช. ส่วน พล.ต.ท.สุชาติ เข้าใน ก.ตร. เพื่อพิจารณาลงโทษภายใน 30 วัน ซึ่งมีเพียงไล่ออกหรือปลดออกเท่านั้น จากนั้นจะต้องแจ้งให้ ป.ป.ช.ทราบภายใน 15 วัน

ขณะที่นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยหลังการประชุมป.ป.ช. ซึ่งพิจารณาสำนวนการไต่สวนคดีการสลายผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากว่า ที่ประชุมมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สั่งการให้สลายการชุมนุม
 
 นอกจากนั้น ยังมีมติให้ชี้มูลความผิดทางอาญา และวินัยร้ายแรงในฐานความผิดเดียว กับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ในฐานะผู้บัญชาตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ แต่กลับไม่มีการสั่งให้หยุดการสลายการชุมนุม ทั้งที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในช่วงเช้า
 
 นายวิชา กล่าวว่า สำหรับผู้ถูกกล่าวหาอีก 5 คน ระดับรองผบ.ตร.และรองผบช.น. คณะกรรมการฯ เห็นว่าไม่มีความผิด เนื่องจากเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา รายละเอียดทั้งหมดจะแถลงในเวลา 15.00 น. วันเดียวกันนี้ โดยนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการและโฆษก ป.ป.ช.

อภิสิทธิ์ยังนิ่งระบุทุกอย่างต้องเป็นไปตามกม.

 เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าชี้แล้วก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งตนจะไปดูคำวินิจฉัยก่อน ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าปฏบัติหน้าที่ไม่ได้ ก็จะมีการพิจารณาแต่งตั้งรักษาการแทน เมื่อถามว่า รักษาการแทนจะเป็นพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิศรี ที่ปรึกษาสบ.10 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอไปดูคำวิฉัยก่อน

นายกฯถกพี่ชายพัชรวาท 

 เมื่อเวลา 15.00 น. นายอภิสิทธิ์เข้าร่วมงานการแถลงยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2553 - 2557 “พลิกฟื้นวิถีไทย ก้าวไกลในเวทีโลก” ของนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร(วปอ.) 2551 ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พี่ชายของพล.ต.อ.พัชรวาทมาร่วมงานด้วย

  ในงานนายกรัฐมนตรีได้นั่งติดกับพล.อ.ประวิตร หลังจากที่นายกฯ เป็นประธานของงานในเวลา 16.45 น. ก็ได้เดินพูดคุยกับพล.อ.ประวิตร ก่อนจะเข้าไปหารือกันต่อในห้องรับรองพิเศษ ซึ่งมีนายธงทอง จันทรางศุ เลขาธิการสภาการศึกษาฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการใช้งบประมาณประชาสัมพันธ์ 18 ล้านบาท ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รออยู่ภายในห้องแล้ว โดยใช้เวลาพูดคุยกันประมาณ 15 นาที

 นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ว่า เป็นการคุยกันตามปกติ ไม่มีอะไร เมื่อถามว่าได้พูดคุยถึงกรณีที่พล.ต.อ.พัชรวาท ถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด กรณีสั่งสลายการชุมนุมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร ระบุเพียงว่า เพิ่งจะทราบข่าวนี้

 เมื่อถามว่า นายธงทองร่วมหารือในเรื่องอะไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เรียกมาพูดคุยเกี่ยวกับการทำงานของนายธงทองเท่านั้น

"พัชรวาท"เก็บตัวเงียบ"อยู่ที่สตช.

 เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 6 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายหลัง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรงกับ พล.ต.อ.พัชรวาท  และ พล.ต.ท.สุชาติ  จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากถือเป็นความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น
 
 พบว่าภายหลัง ป.ป.ช.มีการแถลงข่าวดังกล่าวออกมาบรรดาข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกหน่วยงานต่างวิพากวิจารณ์ถึงการชี้มูลความผิดกันอย่างเซ็งแซ่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท นั้นยังคงเก็บตัวเงียบท่ามกลางบรรยากาศที่อึมครึมอยู่ในห้องทำงานชั้น 7 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยตลอดทั้งวันของวันนี้ไม่มีหมายออกไปปฏิบัติภาระกิจข้างนอกแต่อย่างใด ท่ามกลางการรอคอยของสื่อมวลชนจำนวนมากที่ถูกจำกัดพื้นที่ให้เข้าไปได้เฉพาะห้องโถงชั้นล่างของตัวอาคารเท่านั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลคอยตรวจตราบุคคลเข้าออกและขึ้นลงอาคารอย่างต่อเนื่อง จะอนุญาตได้เฉพาะนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจำกัดเป็นพื้นที่หวงห้ามดังกล่าวนั้น มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ 1 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีปัญหาต่างๆเข้ามารุมเร้า พล.ต.อ.พัชรวาท ทำให้มีสีหน้าที่เคร่งเครียดตลอดเวลา หากสื่อมวลชนต้องการข่าวก็ต้องดักรอสัมภาษณ์บริเวณด้านล่างเท่านั้นช่วงเวลาที่เดินทางกลับบ้านพักประมาณ 20.00 น.ของทุกวัน หรือหากมีภารกิจข้างนอกก็จะกลับก่อนเวลาปกติ
 
 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ระบุว่า เมื่อ ป.ป.ช. มีการชี้มูลความผิดอาญาและวินัยร้ายแรงแล้วนั้น นายตำรวจผู้ที่ถูกกล่าวหาต้องพ้นสภาพการปฏิบัติหน้าที่ในทันที แต่ตามระเบียบขั้นตอนแล้ว เมื่อมีการชี้มูลความผิดดังกล่าว ทางป.ป.ช. จะส่งหนังสือการชี้มูลความผิดไปยังผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของนายตำรวจทั้ง 2 นาย ซึ่งกรณีของ พล.ต.อ.พัชรวาทนั้น จะส่งเรื่องไปยังนายกฯ ภายใน 3- 7 วันจากนั้น นายกฯจะดำเนินการลงโทษในขั้นเด็ดขาดทันทีภายใน 30 วันหลังจากได้รับหนังสือจาก ป.ปงช. คือมี 2 ทางเลือกคือ ปลดออกจากราชการ หรือไล่ออกจากราชการ ซึ่งต้องพ้นสภาพในทันที

พัชรวาทยันทำหน้าที่ต่อจนอภิสิทธิ์สั่ง

 เมื่อเวลา 18.20 น.พล.ต.อ.พัชรวาทเดินออกจากห้องทำงานได้พบหน้าผู้สื่อข่าวพร้อมยิ้มทักทาย โดยไม่มีสีหน้าเคร่งเครียด หรือเป็นกังวลแต่อย่างใด

 เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับหนังสือแจ้งกรณีผิดวินัยร้ายแรงจาก  ป.ป.ช.หรือยัง พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวสั้นๆ ว่า อะไรจะเร็วขนาดนั้น พร้อมระบุว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่ตรวจสอบการทำหน้าที่ของข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม

 ผู้สื่อข่าวถามว่า จะหยุดปฎิบัติหน้าที่หรือไม่หลังจากถูกชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท กล่าวว่า ทำไมจะปฎิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ ไม่มีข้อห้ามไหนที่ไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ ก็ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีคำสั่งตามกฎหมาย ตามระเบียบขั้นตอนออกมา
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากให้สัมภาษณ์เสร็จพล.ต.อ.พัชรวาท ได้เดินยิ้มร่าขึ้นรถตู้ส่วนตัวกลับที่พัก ทั้งนี้ คำพูดของพล.ต.อ.พัชรวาท บงบอกถึงการรอคำสั่งเป็นเอกสารจากนายกรัฐมนตรีว่าจะให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างไรต่อไป

ทนายสมชายโวยปปช.ชี้มูลสลายม็อบข้ามขั้นตอน 

 นายวัฒนา เตียงกูล ทนายความส่วนตัวของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้รับมอบอำนาจจากนายสมชาย ให้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองเพื่อดำเนินการตามกฏหมายกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฐานหลีกเลี่ยง ละเว้นการเข้าพบคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ซึ่งถือเป็นกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และขอให้มีคำสั่งให้ป.ป.ช.เข้าพบคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารก่อนชี้มูลความผิดนายสมชาย และคณะจากเหตุการณ์สลายชุมนุมหน้ารัฐสภาวันที่ 7 ต.ค.
 
 นายวัฒนา กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากนายสมชายได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารเพื่อขอให้ป.ป.ช.เข้ารับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนรอบด้านก่อนที่จะชี้มูลความผิด เมื่อประมาณ 3 - 4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 (7) ว่าด้วยในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็วและเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบได้รับพยานหลักฐานตามสมควร

 จากนั้นคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารได้นัดปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช.เข้าพบในวันที่ 8 ก.ย.ที่จะถึงนี้ แต่ปรากฏว่า ป.ป.ช.กลับไม่ยอมเข้าพบและเร่งรัดชี้มูลความผิดนายสมชายและคณะมาเป็นวันที่ 7 ก.ย.ถือว่าเป็นการข้ามขั้นตอน อีกทั้งที่ผ่านมาป.ป.ช.ก็ไม่เคยเรียกนายสมชายและพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายรัฐมนตรีเข้าชี้แจง ดังนั้นคำวินิจฉัยของป.ป.ช.ในวันที่ 7 ก.ย.จึงถือว่าเป็นคำสั่งที่มิชอบ และเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 157

สมชายแถลงโต้เองปปช.เร่งรีบชี้มูลไม่รอศาลปค.

 ต่อมาเวลา 17.00 น.ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อาคารบีบีดี บิ้วดิ้ง ย่านพระราม 4พรรคเพื่อไทย นายสมชายได้แถลงว่าจริงๆแล้วตนไม่ได้มีความประสงค์จะมาโต้แย้งใดๆ แต่ต้องการให้ประชาชนเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มุ่งหมายโจมตี หรือมุ่งร้ายใดๆ ไม่ได้ทำสิ่งชั่วร้าย และมั่นใจเป็นผู้บริสุทธิ์

 โดยในวันที่มีการชุมนุม ระหว่างที่ตนจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 7 ต.ค.ซึ่งในคืนวันที่ 6 ต.ค.ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อมอาคารรัฐสภาเป็นจำนวนมากอย่างผิดปกติ ตนจึงได้เชิญ ครม.มาหารือ โดยมีการบันทึกการประชุม ครม.ในคืนนั้นด้วย ซึ่งตนได้แจ้งกับที่ประชุม ครม.และรัฐมนตรีหลายคนได้ให้ความเห็นว่า น่าจะมีการย้ายการประชุม ครม.หรือเลื่อนการแถลงนโยบาย 

 นอกจากนี้ นายสมชาย ได้ยืนยันว่า หลังจากนี้ ตนจะแต่งตั้งทนายความเพื่อต่อสู้คดี แต่จะไม่ฟ้องกลับไปที่ใครทั้งนั้น แต่จะสู้คดีไปตามที่ตนมีสิทธิ์ต่อสู้คดีต่อไป