
กนช.เตรียมตั้งองค์กรกลาง‘บริหารน้ำ’ บูรณาการ‘งาน-งบ’9กระทรวง
กนช.เตรียมตั้งองค์กรกลาง‘บริหารน้ำ’ บูรณาการ‘งาน-งบ’9กระทรวง
นายวรศาสน์ อภัยพงษ์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวว่าที่ประชุมกนช.หารือถึงความพร้อมของการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำของประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรที่ต้องจัดตั้งขึ้นตาม ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการน้ำ พ.ศ...ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (กนช.) ในวาระที่ 2 และคาดว่าขั้นตอนการพิจารณากฎหมายอาจจะแล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้
ในเบื้องต้นรูปแบบขององค์กรบริหารจัดการน้ำจะเป็นหน่วยงานราชการที่เป็นหน่วยงานกลาง สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากในอดีตที่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำจะสังกัดหน่วยงานราชการในระดับกระทรวง
หน่วยงานนี้จะมีหน้าที่หลักในการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ มีศูนย์ข้อมูลการจัดการข้อมูลน้ำ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลน้ำ ป่า และที่ดินที่จำเป็นต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำเสนอให้กับนายกรัฐมนตรีตัดสินใจโดยตรง โดยที่ประชุมมอบหมายให้นำรูปแบบและรายละเอียดขององค์กรใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นมาเสนอให้ที่ประชุม กนช.พิจารณาในครั้งต่อไป
“รูปแบบขององค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นเป็นไปตามร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำที่อยู่ในการพิจารณาวาระที่ 2 ของสนช. ซึ่งการออกกฎหมายมาก็ต้องคำนึงถึงระยะต่อไปว่าประเทศกำลังจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งการออกแบบองค์กรมาให้เป็นองค์กรกลางสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำให้ปลอดจากเรื่องการเมืองมากกว่าการไปเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง”
ในส่วนของเรื่องงบประมาณบูรณาการที่จัดสรรสำหรับการบริหารจัดการน้ำของหน่วยงานต่างๆซึ่งมีแผนงานเกี่ยวกับเรื่องน้ำทั้ง 34 หน่วยงาน 9 กระทรวง ซึ่งมีอยู่มากถึงปีละ 5 – 7 หมื่นล้านบาท ที่ประชุมมีความคิดเห็นตรงกันว่าที่ผ่านมาการเสนอขอและอนุมัติงบประมาณในบางส่วนยังคงมีความซ้ำซ้อน และไม่เป็นไปตามหลักการอนุมัติโครงการตามความจำเป็นเร่งด่วน
ดังนั้น มีความจำเป็นที่จะมีการวางกลไกการกลั่นกรองโครงการที่รอบคอบเพื่อลดความซ้ำซ้อนและทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายว่าในปีงบประมาณ 2561 – 2562 การบูรณาการงบประมาณเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำแต่ละกระทรวงต้องสามารถที่จะตอบสังคมได้ว่าการอนุมัติงบประมาณแต่ละโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นผลดีต่อการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมได้อย่างไร
สำหรับปัญหาที่ที่ประชุมมีการหารือกันเรื่องปัญหาของการซ่อมบำรุง ซ่อมแซม และดูแลแหล่งน้ำและโครงการบริหารจัดการน้ำที่ได้มีการถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลไปแล้วประมาณ 10,000 แห่งทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำให้เป็นเจ้าภาพในการหารือเพื่อเร่งรัดการทบทวนและปรับปรุงซ่อมแซมแหล่งน้ำตามภารกิจถ่ายโอนที่ได้มอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้วประมาณ1หมื่นกว่าแห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีปัญหาในเรื่องการไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม บำรุงรักษาเนื่องจากงบประมาณแต่ละปีที่ได้รับไม่ได้เพิ่มขึ้น และในอนาคตการโอนภารกิจจะเพิ่มมากขึ้น หากไม่เร่งวางแนวทางไว้แต่ตอนนี้จะมีปัญหาตามมา
แนวทางที่จะดำเงินการนั้นคือจะต้องให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจกับชุมชนใกล้แหล่งน้ำเพื่อร่วมกันดูแลรักษา ส่วนแหล่งน้ำที่อยู่ไกลชุมชนให้ดูเรื่องการลงทุนกระจายน้ำและดึงชุมชนเข้ามาดูแลร่วมกับหน่วยงานของรัฐ
นอกจากนั้นที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องความพร้อมของแหล่งน้ำต้นทุนภาคตะวันออก ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศที่ในปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรม การเกษตรและการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ และในอนาคตจะมีการลงทุนในโครงการพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งความพอเพียงของทรัพยากรน้ำต้นทุนในพื้นที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย
ทั้งนี้ที่ประชุมฯได้มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำ และกรมชลประทานทำงานร่วมกันในการประเมินความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกในอนาคต รวมทั้งศึกษาและนำเสนอแนวทางการจัดหาน้ำต้นทุนรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเป็นแนวทางเพิ่มเติมจากการผันน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆมาใช้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งกันระหว่างการใช้น้ำในอุตสาหกรรม การเกษตร และการท่องเที่ยว ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
ที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการนำน้ำจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำสตึงนำ ประเทศกัมพูชา ที่อยู่ใกล้กับชายแดนประเทศไทยมาใช้ภายใต้ความร่วมมือกับประเทศกัมพูชาที่เราจะนำน้ำจากเขื่อนดังกล่าวมาใช้ปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งเมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จภายใน 7 – 8 ปี จะสามารถส่งน้ำมายังประเทศไทยได้สูงสุดถึง 400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
ขณะที่การแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำโดยความร่วมมือของกองทัพบกร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ จำนวน 22 โครงการ ในพื้นที่ 15 จังหวัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงน้ำหลาก การกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตร ประมาณ 2,600 ไร่ มีน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 3.57 ล้านลูกบาศก์เมตร และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำแผนพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ 4 แห่ง ประกอบด้วย บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ บึงสีไฟ จ.พิจิตร กว๊านพะเยา จ.พะเยา และหนองหาน จ.สกลนคร โดยให้ไปหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป



