ข่าว

ไฟฟ้าเติบโตต่ำ แห่ลงทุนนอก หวังเพิ่มรายได้                 

ไฟฟ้าเติบโตต่ำ แห่ลงทุนนอก หวังเพิ่มรายได้                

03 พ.ค. 2560

ไฟฟ้าเติบโตต่ำ แห่ลงทุนนอก หวังเพิ่มรายได้                          

                   จากกระแสทุนธุรกิจไฟฟ้าไทยออกไปลงทุนต่างประเทศ คาดว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า การแข่งขันในต่างประเทศจะรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ที่ความต้องการใช้พลังงานยังเติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และยังต้องการใช้พลังงานในราคาถูก

                   นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า เอ็กโก ตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรที่มาจากการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่มเป็น 50% ภายในปี 2562 จากปัจจุบันมีกำไรจากธุรกิจในต่างประเทศสัดส่วน 48% และกำไรจากธุรกิจในประเทศอยู่ที่ 52% เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจไฟฟ้าในประเทศเริ่มมีสัดส่วนน้อยลงตามประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศระยะยาว 20 ปี (2558-2579) หรือ พีดีพี 2015

                 “ธุรกิจไฟฟ้านอกจากจะแข่งขันกันเข้มข้นในประเทศแล้ว ยังออกไปแข่งขันกันเองในต่างประเทศ และจะรุนแรงมากขึ้นใน 3-5 ปี ข้างหน้า ดังนั้น เอ็กโก ต้องอาศัยความได้เปรียบจากการออกไปทำธุรกิจเป็นรายแรกๆและความแข็งแกร่งของบริษัท เพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ”นายชนินทร์ กล่าว

                 ในปี 2560 เอ็กโก จะแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่และขยายการลงทุนในประเทศที่บริษัทมีฐานการลงทุนอยู่แล้ว เช่น ฟิลิปปินส์ ลาว อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศที่ยังไม่เคยลงทุน เช่น เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งจะเป็นรูปแบบการลงทุนเองและเข้าซื้อกิจการ(M&A)

                  เอ็กโก เตรียมงบไว้ 2.5 หมื่นล้านบาท สำหรับโครงการลงทุนในต่างประเทศ จากงบลงทุนรวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท โดยจะใช้ในโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 3 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าไซยะบุรี ในลาว ขนาด 1,220 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าซานบัวนาเวนทูรา 455 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้ามาซินลอค หน่วยที่3 ในฟิลิปปินส์ ขนาด 330 เมกะวัตต์ ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและจะทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2560-2562

                    ส่วนอีก 1 โครงการ อยู่ระหว่างการโอนหุ้น 1 คือ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพซาลักและดาราจัท ในอินโดนีเซีย คาดว่า จะแล้วเสร็จในไตรมาส1 ปีนี้

                   ทั้งนี้ งบลงทุนดังกล่าวยังไม่นับรวมโครงการใหม่ที่เตรียมเข้าไปลงทุน ทั้งการซื้อโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อรับรู้รายได้ทันที และโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในต่างประเทศอีก 4 โครงการ คือ ในลาว มี 2 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ “ปากแบง”ซึ่งอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ “น้ำเทิน1” ซึ่งอัยการสูงสุดอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว

                  อินโดนีเซีย มี 1 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ “สตาร์ เอนเนอร์ยี่ ส่วนขยาย (หน่วยที่ 3 และ 4)” ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาค่าไฟฟ้ากับการไฟฟ้าอินโดนีเซีย และเวียดนาม มี 1 โครงการ คือ โรงไฟฟ้าถ่านหิน “กวางจิ” ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาเสนอขายไฟฟ้ากับทางรัฐบาลเวียดนาม 

                     นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า แผนลงทุนของบริษัท ในช่วง 10 ปี (2560-2570) จะผลักดันขยายกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมให้ได้ตามเป้าหมาย 14,500 เมกะวัตต์ ในปี2570 โดยจะมุ่งเน้นการเข้าซื้อกิจการ(M&A) โครงการขนาดใหญ่ของต่างประเทศเพื่อลดระยะเวลาการพัฒนาโครงการและสามารถรับรู้รายได้ในทันที

                          “การทำธุรกิจในประเทศเริ่มมีข้อจำกัด การแข่งขันสูง โรงไฟฟ้าใหม่มีขนาดเล็กลง ซึ่ง ราชบุรีฯเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้นทุนสูงกว่าการเข้าไปแข่งขันจึงลำบาก ดังนั้นต้องออกไปลงทุนต่างประเทศและเน้นไปที่โครงการที่สามารถรับรู้รายได้ทันที ขณะนี้มีโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างเจรจา คาดว่าภายใน 1-2 เดือนนี้จะรู้ผล” 

                            นายกิจจา กล่าวว่าการลงทุนธุรกิจไฟฟ้าในต่างประเทศยังมีความเสี่ยงจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีระยะเวลาสั้นอยู่ที่ 10-12 ปี ขณะที่ไทย เป็นสัญญาระยะ 25 ปีดังนั้นจะต้องวิเคราะห์รายได้ในอนาคตเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุน

                           ในปีนี้ บริษัท ตั้งงบลงทุนราวหมื่นล้านบาท ซึ่งจะใช้สำหรับการลงทุนโครงการในต่างประเทศ 4.4 พันล้านบาท หรือ 40% ของงบลงทุนรวม เพื่อรองรับการซื้อกิจการ โดยล่าสุด ได้เข้าไปร่วมลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม Riau ในอินโดนีเซีย กำลังผลิต275เมกะวัตต์ มีมูลค่าโครงการประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทถือหุ้นทางอ้อม 49%

                           นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายโครงการ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินในฟิลิปปินส์ 1,200 เมกะวัตต์ และโครงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในออสเตรเลีย ซึ่งจะรู้ผลเจรจาภายในปีนี้ รวมถึงยังมองหาการลงทุนในเมียนมาเพิ่มเติม