
"คำตัน บังคะรักษ์"หันปลูก”ข้าวไร่”ขยายเมล็ดพันธุ์ขาย
"คำตัน บังคะรักษ์"หันปลูก”ข้าวไร่”ขยายเมล็ดพันธุ์ขาย
กว่า 30 ปีที่ “คำตัน บังคะรักษ์” เกษตรกร บ้านวังหว่า ต.บ้านแฮด อ.บ้านแฮด จ. ขอนแก่น อีกคนหนึ่งที่หันมาพลิกพื้นไร่อ้อยมาปลูก “ข้าวไร่” ขายพันธุ์เมล็ดให้กับประชาชนที่มีความสนใจโดยรวมกลุ่มกับข้าวบ้านที่หันมาปลูกข้าวไร่ตั้งเป็นศูนย์ ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวของชุมชน โดยการปลูกข้าวไร่นี้จะปลูกสลับกับพืชไร่ชนิดอื่นๆตามฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น อ้อย มันสำปะหลัง ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนที่ทำไร่เพียงอย่างเดียวเพื่อเลี้ยงครอบครัว
คำตัน เล่าว่า แต่ก่อนนั้นทำไร่อ้อยมาตั้งแต่สมัยพ่อแม่ แต่เนื่องจากพื้นที่ของตนเองมีปริมาณฝนตกน้อยมากทำให้แล้งสูง ผลผลิตข้าวออกมาไม่คุ้มกับรายจ่าย จนเมื่อเกษตรตำบลได้นำเรื่องการปลูกข้าวไร่อยู่ 2 พันธุ์ คือพันธุ์สกลนครเป็นข้าวเหนียวคู่ผสมระหว่างข้าวหอมและ กข.10 อายุประมาณ 128 วัน ลำต้นสูงประมาณ 123 - 146 ซม.ไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตประมาณ 467 กก./ไร่ และซิวแม่จันเป็นข้าวเหนียวพื้นเมือง อายุประมาณ 140 - 150 วัน ลำต้นสูงประมาณ 110 - 150 ซม. ไวต่อช่วงแสงอย่างอ่อน ผลผลิตประมาณ 456 กก./ไร่
สำหรับวิธีการปลูกข้าวไร่นั้นส่วนมากใช้แบบหยอดเป็นหลุมหลังเตรียมดินแล้วใช้ไม้แหลมกระทุ้ง เสียมหรือจอบขุดลงในดิน ลึกประมาณ 3-5 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมประมาณ 30 เซนติเมตร ทำการหยอดเมล็ดข้าวลงในหลุมทันทีโดยหยอดหลุมละ 5-8 เมล็ด แล้วกลบหลุมด้วยดินบางๆ หลังจากปลูกแล้วประมาณ 7 วันมาตรวจดูการงอกของเมล็ด โดยเฉพาะการปลูกแบบหยอดเป็นหลุมหากพบว่าหลุมใดไม่งอกให้ปลูกซ่อมทันที โดยใช้เวลาปลูกเพียง 120 วัน หรือ ตั้งแต่เดือน มิ.ย. – ตุลาคม ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว
คำตัน ยังเล่าอีกว่า ตนเองนั้นได้เริ่มหันมาปลูกข้าวไร่กว่า 30 ปีแล้ว มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 30 ไร่ แบ่งเป็นข้าวไร่ 20 ไร่ และอีก 10 ไร่ปลูกอ้อย ซึ่งตนเองจะปลูกเป็นข้าวนาปี ซึ่งการที่กันมาปลูกข้าวไร่ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนข้าวบริโภคและเสริมรายได้ จนทำให้สภาพชีวิตของตนเองรวมถึงประชาชนในหมู่บ้านที่หันมาปลูกข้าวไร่ดีขึ้นมีรายได้ตลอดทั้งปีจากแต่ก่อนที่ส่วนใหญ่ปลูกอ้อยโรงงานเพียง อย่างเดียว เพราะพื้นที่เป็นดอนดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี
หลังจากที่เริ่มปลูกข้าวไร่มานั้นรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่างจากช่วงเวลาปกติที่แทบไม่มีรายได้เข้ามาเลยต้องอาศัยอาหารตามนาของตนเฉลี่ยแล้วตกปีละประมาณ10,000 บาท ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่มีรายได้เฉลี่ยปีละประมาณ 45,000 -60,000 บาทโดยได้มาจากการนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาขายที่ศูนย์ส่งเสริมและผลิตพันธุ์ข้าวของชุมชนเพราะเป็นที่ต้องการของประชาชนโดยทั่วไป โดยราคาขึ้นอยู่กับกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นคนกำหนดซึ่งตอนนี้ตกกิโลกรัมละ 23 บาท อย่างไร่ก็ตามปัจจุบันความต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 2พันธุ์ นี้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนโดยทั่วไป



