
ร้องยธ.ส่งดีเอสไอสางคดีค้ากาม
องค์กรเด็กและสตรีไม่เชื่อมั่นความเป็นกลางมหาดไทย ร้องปลัดยธ.ส่งดีเอสไอสางคดีค้ากามน้ำเพียงดิน จ่อเอาผิดหน่วยงานดูแลเด็ก จ.แม่ฮ่องสอน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
2 พ.ค. - นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน พร้อมตัวแทนจากมูลนิธิด้านเด็กและสตรีหลายองค์กร เข้ายื่นหนังสือต่อนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีค้าประเวณีเด็กที่บ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน เป็นคดีพิเศษ เนื่องจากพบว่าคดีดังกล่าวมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และข้าราชการปกครอง ตำรวจในพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้อง โดยนายชาญเชาวน์ กล่าวว่า ขณะนี้การสอบสวนยังเป็นเรื่องของตำรวจ การรับเป็นคดีพิเศษก็มีขั้นตอนในการดำเนินการ ส่วนเรื่องการคุ้มครองพยานนั้นกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ดำเนินการคุ้มครองมารดาของเด็กหญิงที่ถูกลวงไปค้าประเวณีแล้ว อย่างไรก็ตาม ตนจะนำข้อมูลประสานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรม เพราะกระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกคน
นางทิชา กล่าวว่า จากกรณีการเปิดโปงขบวนการล่อลวงและบังคับให้เด็กและเยาวชนหญิงค้าประเวณี ซึ่งคดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากคณะกรรมการของกระทรวงมหาดไทย แต่กลับมีกระแสข่าวว่าผลสอบยืนยันว่าผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่พบการกระทำผิด ซึ่งขัดต่อคำให้การของผู้เสียหาย ดังนั้น องค์กรเด็กและสตรีจึงไม่ยอมรับกระบวนการและผลของการตรวจสอบดังกล่าว เพราะเชื่อว่าไม่มีความเป็นกลางเพียงพอ ทั้งนี้เห็นว่าคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสอบสวนที่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นเป็นผู้ต้องสงสัย กระบวนการสอบสวนควรมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อเด็กผู้เสียหาย จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมช่วยดำเนินการ 3 ข้อ คือ 1.ขอให้รับเป็นคดีพิเศษ 2.ขอให้มีมาตรการคุ้มครองพยานที่มีประสิทธิภาพ และ 3.ขอให้นำพยานขึ้นเบิกความล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้มีการฟ้องคดี เนื่องจากการทอดระยะเวลาไว้นานอาจจะทำให้เด็กลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือมีอำนาจพิเศษเข้าไปจัดการคดี จนทำให้คดีเดินหน้าไม่ได้ และยังสร้างความกดดันให้กับพยานซึ่งเป็นเด็กและเป็นผู้ปราศจากอิทธิพล
"คดีดังกล่าวแม้จะมีการย้ายผู้ว่าแม่ฮ่องสอนออกนอกพื้นที่แล้ว แต่ข้าราชการที่เกี่ยวข้องรายอื่นยังอยู่ในพื้นที่ ดังนั้น สถานการณ์ต่างๆ จึงยังไม่น่าไว้วางใจ การย้ายจึงไม่ใช่หลักประกันให้ทำงานตรงไปตรงมา หากผู้บังคับบัญชาไม่จัดการถอนรากอย่างจริงจัง ปัญหาก็ยังไม่หมดไป หากเป็นไปได้คนที่เกี่ยวข้องและถูกพาดพิงในคดีทั้งตำรวจ และฝ่ายปกครองต้องถูกสอบสวน หากสังคมพอใจกับแค่การย้ายผู้ว่าฯ ปัญหานี้ก็จะไม่หมดไป เราควรใช้ยาแรงกับผู้มีอำนาจในประเทศ เพราะถ้าไม่ดำเนินการเด็ดขาดก็จะเกิดกรณีใหม่ขึ้นอีกเป็นวัฎจักรขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ประเทศไทยมีพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กและเยาวชนบังคับใช้ และในจ.แม่ฮ่องสอนมีหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่ดูแลเด็กและเยาวชน ซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะเอาผิดอาญากับผู้มีหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ส่งไปทัศนศึกษา" นางทิชา กล่าว
นางทิชา กล่าวอีกว่า ปัญหาการค้ามนุษย์ ค้าประเวณีเด็ก ประเทศไทยไม่เคยทำได้ดีสักครั้ง กรณีน้ำเพียงดินมีองค์ประกอบความผิดที่ชัดเจน จึงไม่ควรพลาดอกาสที่จะยกระดับประเทศไทยจากปัญหาค้ามนุษย์ ดังนั้น รัฐจึงต้องใช้โอกาสนี้ทำให้เห็นว่าไทยไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น การเอาผิดกับขบวนการค้าประเวณีเด็กที่ผ่านมามักจะมีระบบอุปถัมป์และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ทำให้การจัดการแก้ไขปัญหา หรือเอาผิดผู้เกี่ยวข้องมีอุปสรรคลูบหน้าปะจมูก จึงไม่อยากให้ใช้ระบบอุปถัมป์ในการช่วยเหลือผู้กระทำความผิด.



