ข่าว

ลดแรงกระเพื่อม!

ลดแรงกระเพื่อม!

07 ก.ย. 2552

ในที่สุด "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ก็เป็นฝ่ายชิงตัดหน้าแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ซึ่งสัปดาห์นี้น่าจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นร้อนให้ต้องตอบคำถามไม่แพ้เรื่อง "การแต่งตั้ง ผบ.ตร." อย่างแน่นอน

 เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกพรรคการเมืองรวมทั้งสมาชิกวุฒิสภาก็ทยอยกันออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียวที่นิ่ง

 ดังนั้นการที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ตัดสินใจ จะหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอเปิดประชุมร่วมรัฐสภาให้มีการอภิปรายทั่วไปเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันอังคารที่ 8 กันยายนนี้ น่าจะเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ 

 "จะขอให้เปิดประชุมร่วมรัฐสภาไม่เช่นนั้นก็จะลำบาก เพราะเป็นสมัยประชุมนิติบัญญัติ และไม่ใช่คณะกรรมาธิการด้วย จะไปแจ้งเพื่อทราบเฉยๆ ก็คงไม่ได้ ก็เลยคิดว่าให้เปิดอภิปรายทั่วไป และรวบรวมความคิดเห็น เพื่อจะได้ข้อยุติว่าจะเดินหน้ากันต่อไปอย่างไร" นี่เป็นถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของ นายกรัฐมนตรี

 เพราะประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเพียง "พรรคประชาธิปัตย์" เท่านั้นที่ไม่มีการเสนอขอแก้ไข

 ดังนั้นเมื่อพรรคการเมืองอื่นและสมาชิกวุฒิสภามีความเคลื่อนไหวจะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงตกเป็นเป้าของสังคม ขณะที่ "พรรคประชาธิปัตย์" ลอยตัว

 ขณะเดียวกันมีความเคลื่อนไหวของ ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน-รัฐบาล และ ส.ว.ร่วมลงชื่อเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางกระแสข่าว "เงื่อนไข" ในการร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้

 โดยการขอแก้ไขให้ ส.ว.ที่มาจากการสรรหาชุดแรกดำรงตำแหน่งได้ 6 ปี จากกำหนดเดิม 3 ปี  และการแก้ไขให้ ส.ส.สามารถไปเป็นเลขาฯ รัฐมนตรี หรือไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีได้ รวมทั้งการให้ ส.ส. หรือ ส.ว. เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงข้าราชการได้ แม้จะอ้างว่าเพื่อดูแลประโยชน์ทุกข์ร้อนให้ประชาชนก็ตาม นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการยุบพรรคและแก้ไม่ให้ลงโทษกรรมการบริหารพรรคทั้งคณะ 

 การที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ชิงตัดหน้าแก้ปัญหาในเรื่องนี้ ถือเป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ว.ที่อาจจะเกิดขึ้นในภาวะปัญหาที่กำลังรุมเร้า

 และก่อนหน้าที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" จะนำเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี "ชินวรณ์ บุณยเกียรติ" ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เตรียมนัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ในวันจันทร์ที่ 7 กันยายนนี้ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 เป็นการทำงานที่สอดคล้องกันทั้ง "ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ" จึงถูกมองว่าเพื่อลดแรงกระเพื่อมในพรรคร่วมรัฐบาลที่ยืนยันต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังจากร่าง พ.ร.บ.งประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 เข้าสู่การพิจารณาของสภา

 โดยเฉพาะ "พรรคภูมิใจไทย" ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็น จากทั้งหมด 6 ประเด็นเร่งด่วน ที่ "คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" เสนอให้รัฐบาลแก้ไขเพื่อความสมานฉันท์ ประกอบด้วย ระบบเลือกตั้ง ส.ส., ที่มาของ ส.ว., มาตรา 190, มาตรา 237, มาตรา 265 และมาตรา 266

 พรรคภูมิใจไทยต้องการให้แก้ไข "มาตรา 190" ว่าด้วยการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าในบางเรื่อง และเกี่ยวกับประเด็น "ที่มาของ ส.ส." ที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

 ที่สำคัญอาจจะมีประเด็น "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมทางการเมือง ที่ "พรรคภูมิใจไทย" เสนอสอดไส้พ่วงไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

 แต่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ได้ตีกันไว้ก่อนแล้วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่รวมถึงเรื่อง "ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" แต่จะพิจารณารายงานของ "คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" เป็นหลักก่อน โดยเฉพาะประเด็นเร่งด่วน 6 ประเด็น

 อย่างไรก็ตาม คงต้องมาดูว่าการที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ชิงตัดหน้าเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลดแรงกระเพื่อมทางการเมืองจะยื้อได้นานแค่ไหน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญย่อมถูกสังคมจับตามอง และคงไม่พ้นข้อครหาที่ว่า "ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น..."