
รายงาน-วิบากกรรม พัชรวาท
ยังคงต้องเกาะติดความคืบหน้าการแต่งตั้ง "ผบ.ตร.คนใหม่" แทน "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายนนี้
โดย "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าภายในสัปดาห์นี้จะได้ ผบ.ตร.คนใหม่ ดังนั้นจึงต้องจับตาว่า ผบ.ตร.คนใหม่จะชื่อ "พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ" จเรตำรวจ หรือ "พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย" รองผบ.ตร.
เพราะทั้งคู่ได้รับแรงเชียร์จากแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลสองขั้วใหญ่ ระหว่าง "พรรคประชาธิปัตย์" กับ "พรรคภูมิใจไทย"
ซึ่งทั้งคู่ออกเล่นเกมบลัฟกันแบบสะบั้นหั่นแหลก งัดกลยุทธ์สารพัดออกมางัดข้อต่อรองกัน
แต่ที่แน่ๆ การเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) นาทีนี้ "อภิสิทธิ์" ต้องรอฟังเสียงของ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ก่อน
นั่นเพราะการชี้มูลของ ป.ป.ช.จะมีส่วนต่อการชี้เป็นชี้ตายเก้าอี้ "ผบ.ตร.คนใหม่" โดยวันที่ 7 กันยายนนี้ "ป.ป.ช." มีนัดสำคัญในการลงมติชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.พัชรวาท เพิ่มเติมจากข้อหาผิดวินัยไม่ร้ายแรง ฐานประมาทเลินเล่อ เป็นผิดวินัยร้าย แถมพ่วงด้วยความผิดด้านอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในคดีเจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
โดยอ้างพบหลักฐานและพยานหลักฐานชัดเจน ที่ซัดทอดว่า พล.ต.อ.พัชรวาท อยู่ในที่เกิดเหตุ พร้อมกับสั่งการให้สลายการชุมนุม
ว่ากันว่าคณะทำงานตรวจสอบการสลายม็อบของป.ป.ช.สรุปสำนวนก่อนชงให้ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ว่า พล.ต.พัชรวาท ผิดวินัยร้ายแรงจริง แถมผิดอาญาตามมาตรา 157 ด้วยอีกหนึ่งกระทง
หากปชป.ยืนตามข้อสรุปของคณะทำงานจะมีผลต่อเก้าอี้ ผบ.ตร.ของพล.ต.อ.พัชรวาท มีผลสองทางคือ "ให้ออกจากราชการ" กับ "ถูกไล่ออก" เท่านั้น
นั่นหมายถึงเกมกลับมาอยู่ในมือของ "อภิสิทธิ์" อีกครั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่เป็นผู้บังคับบัญชาสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรงจึงทำให้ "นายกฯ อภิสิทธิ์" มั่นใจว่าจะได้ "ว่าที่ผบ.ตร.คนใหม่" ในสัปดาห์นี้ เพราะเป็นคนเดียวที่มีอำนาจเต็มในการชี้เป็นชี้ตายอนาคตข้าราชการในบั้นปลายชีวิตของ พล.ต.อ.พัชรวาท ที่จะเกษียณในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ว่ากันว่าด้วยเหตุผลนี้แหละจะถูกนำมาเป็นเกมต่อรองเก้าอี้ ผบ.ตร.เพราะอย่างน้อยรัฐบาลชุดนี้ยังมี "พล.ต.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รมว.กลาโหม พี่ชาย พล.ต.อ.พัชรวาท ร่วมครม.อยู่ด้วย
ทางออกที่มีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุดคือ "อภิสิทธ์" ยื้อเวลาชี้ขาดไปจนถึงสิ้นเดือนกันยายนนี้ซึ่งไปตรงกับวันเกษียณอายุราชการพอดี ก่อนที่จะชี้ขาดให้ออกจากราชการเพื่อเป็นการรักษาหน้า และให้เกียรติ "ตระกูลวงษ์สุวรรณ"
จะว่าไปแล้วดวงใกล้วัยเกษียณของ "พล.ต.อ.พัชรวาท" เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ เพราะในวันที่ 7 กันยายนนี้ นอกจากจะโดนป.ป.ช.ชี้มูลแล้ว
อนุกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ต.ร.) เตรียมสรุปผลสอบการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในช่วงที่ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็น ผบ.ตร.ตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งอนุกรรมการพบความผิดปกติกว่า 3,000 ตำแหน่ง
และล่าสุด "อภิสิทธิ์" ยังแต่งตั้ง "ธงทอง จันทรางศุ" อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน พล.ต.อ.พัชรวาท ในข้อกล่าวหาเอี่ยวทุจริตงบประชาสัมพันธ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 18 ล้านบาท
ส่วนเกมบีบแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ร้อนแรงไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็นฟากของสภาสูงและสภาร่าง ต่างเร่งเดินเกมกดดันพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากยื้อมานาน จนแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลต่างอดทนไม่ไหว กับท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดต้องนัดสุมหัวกันหลายครั้ง โดยใช้บ้าน "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เป็นสถานที่กดดัน
ล่าสุดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีกระแสข่าวแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกฯ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ "สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคภูมิใจไทย "อนุทิน ชาญวีรกูล" บุตรชาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ "พินิจ จารุสมบัติ" แกนนำกลุ่มพญานาค ร่วมหารือในครั้งนี้ด้วย
โดยในวันที่ 7 กันยายนนี้ แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะนัดหารือกันอย่างเป็นทางการเพื่อพูดคุยแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะมีกระบวนการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญตามกลไกของรัฐสภา
จึงทำให้ อภิสิทธิ์ ต้องออกมารับลูกลดแรงกดดัน ด้วยการเตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.ในวันที่ 8 กันยายนนี้ เพื่อขอมติเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อขออภิปรายทั่วไปในการแก้เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
หลังจากที่ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจุดยืนมาโดยตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่สามารถทนแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ได้แนวร่วมทั้งจากสภาสูง และพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย
โดยเฉพาะฝั่ง ส.ว.สายเลือกตั้งนำโดย นายประสิทธิ์ โพธสุธน ส.ว.สุพรรณบุรี พี่ชายแท้ๆ ของ ประภัตร โพธสุธน อดีตเลขาธิการพรรคชาติไทย ที่มีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ออกมาเดินเกมรวบรวมรายชื่อ ส.ว.สรรหา และเลือกตั้ง ขอแก้ไขในหมวดที่มาของ ส.ว.โดยเอาเงื่อนไขการต่ออายุของ ส.ว.สรรหา จาก 3 ปี เป็น 6 ปี มาเป็นเหยื่อล่อ
เมื่อเจอแรงกดดันรอบด้าน จึงทำให้ประชาธิปัตย์ต้องกลับมาทบทวนท่าทีอีกครั้ง ก่อนที่จะโยนให้เป็นเรื่องของสภา
สุดท้ายจับตา กกต.เตรียมฟัน 44 ส.ส.ถือครองหุ้นขัดรัฐธรรมนูญ นัดลงมติวันที่ 9 กันยายนนี้ หลังจากเจอโรคเลื่อนมาหลายครั้ง นัดนี้ กกต.บอกมีเสียวแน่ๆ
บัญชา แข็งขัน



