
เตือนอินโดฯตรวจเข้มผักผลไม้ไทย"ข้าว-ข้าวโพด-ส้ม-ลำไย"ติดบ่วงหวั่นส่งออกมีปัญหา
อินโดนีเซียวางกฎคุมเข้มสินค้าพืชผักและผลไม้นำเข้า หวั่นส่งออกข้าว ส้ม พริก ข้าวโพด ลำไยของไทยได้รับผลกระทบ เตือนผู้ส่งออกและเกษตรกรระวังเรื่องการใช้สารเคมี กรมวิชาการเกษตรเร่งประสานเกษตรอินโดฯ สร้างความเชื่อมั่น
นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้รัฐบาลอินโดนีเซียมีมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าพืชผักและผลไม้ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยกำหนดให้ผู้ที่ส่งออกต้องตรวจสอบสารพิษตกค้าง สารอะฟลาท็อกซิน และโลหะหนัก โดยล่าสุดกระทรวงเกษตรของอินโดนีเซียได้ออกกฎกระทรวงเกษตรเรื่องการควบคุมความปลอดภัยอาหารจากพืชที่นำเข้าและส่งออก โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป ซึ่งกฎดังกล่าวจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าพืชผักและผลไม้ของไทยไปยังอินโดนีเซีย เช่น ข้าว ส้ม พริก ข้าวโพด หอมแดง และลำไย
"เบื้องต้นคาดว่าผู้ส่งออกของไทย จะมีปัญหาในขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จากค่าตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้าที่จะส่งออก ประมาณ 3,000-5,000 บาท/ตัวอย่าง และยังทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้นด้วย" นายสมชายกล่าว
นายสมชาย กล่าวว่า กรมได้ประสานกระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย เพื่อให้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ ให้ผู้ประกอบการของไทยทราบในวันที่ 16-17 กันยายนนี้ พร้อมให้ตรวจสอบระบบการผลิต สินค้าพืชผักและผลไม้ของไทย ตามแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และโรงคัดบรรจุมาตรฐาน GMP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหารให้แก่ผู้นำเข้า หากอินโดนีเซียยอมรับและให้การรับรองระบบการผลิตของไทย จะช่วยลดผลกระทบให้กับผู้ส่งออกได้ โดยเฉพาะต้นทุนค่าตรวจวิเคราะห์สินค้าที่มีอัตราสูงมาก
นายวิชา ธิติประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในแต่ละปีประเทศไทย ส่งออกสินค้าเกษตรไปยังอินโดนีเซียจำนวนมาก โดยปีที่ผ่านมา มีการส่งออกไปมูลค่า 2,007.54 ล้านบาท ข้าวโพดประมาณ 1,877.06 ล้านบาท หอมแดง ประมาณ 657.39 ล้านบาท ลำไยประมาณ 738.49 ล้านบาท และส้มมีมูลค่าส่งออกรวม 57.53 ล้านบาท หากอินโดนีเซียไม่ยอมผ่อนปรน อนาคตอาจทำให้ปริมาณและมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรไทย ที่ส่งออกไปอินโดนีเซียลดลงได้
"ผู้ประกอบการของไทยควรเร่งศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับกฎระเบียบใหม่ๆ ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกพืช ต้องระวังในเรื่องของการใช้สารเคมีทางเกษตร โดยใช้เฉพาะสารเคมี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและได้รับอนุญาตให้ใช้ในพืชนั้นๆ ขณะเดียวกัน ยังต้องใช้ให้ถูกวิธี ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และควรใช้เท่าที่จำเป็นเพื่อลดปัญหาสารพิษตกค้างปนเปื้อนในผลผลิต ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดปัญหากักกันและตีกลับสินค้า" นายวิชากล่าว



