
ความเป็นเจ้าของ
หลายวันก่อนรับเชิญไปพูดเกี่ยวกับเรื่องความคาดหวังของชาวบ้านกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อวิถียุติธรรม จึงตั้งใจพูดชัดๆ ว่าชาวบ้านรู้สึกอยากเป็นเจ้าของการอำนวยความเป็นธรรมในสังคมตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน อยากเข้าถึงบริการด้านความยุติธรรมได้อย่างง่ายๆ
ไม่ต้องเสียเงินมาก อยากเข้าใจกฎหมายได้อย่างง่ายๆ ไม่มีภาษาไทยแปลกๆ ที่สะกดได้อ่านออก แต่ต้องจ้างคนที่เป็นนักกฎหมายมาแปลความให้ อยากมีชาวบ้านด้วยกันเองที่พูดภาษาเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกันมาให้คำปรึกษาเมื่อขัดสนด้านกฎหมาย รวมทั้งให้เรื่องนี้มีบริการที่รวดเร็วไม่ชักช้าข้ามเดือนข้ามปี
ฟันธงว่าชาวบ้านส่วนใหญ่รู้สึกไม่ได้เป็นเจ้าของการอำนวยความเป็นธรรมอย่างแท้จริง แต่มีความรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้ห่างไกลจากตัวเอง ครอบครัว และชุมชนอย่างมาก การทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงยากเย็นและเป็นเรื่องของคนกลุ่มเดียวในสังคม เข้าไม่ถึงและสัมผัสได้ยาก
ในการดำรงชีวิตแต่ละวันของชาวบ้านต้องการความอุ่นใจ มั่นคง ปลอดภัยว่าเมื่อเดือดร้อนต้องการความเป็นธรรม หรือเมื่อสงสัยว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือเมื่อมีใครมากล่าวหาว่าเขาทำผิดกฎหมาย การมีกฎหมายใกล้ตัวทำนองเดียวกับการมียาสามัญประจำบ้านเพื่อทำการปฐมพยาบาลจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต
การมีกฎหมายใกล้ตัวจึงเปรียบได้กับการรู้สึกเป็นเจ้าของระบบงานยุติธรรมหรือถ้าจะพูดอย่างเป็นทางการก็คือการมีส่วนร่วมในการอำนวยความยุติธรรมนั่นเอง เรื่องนี้หากจะทำให้เกิดผลจริงจังต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เรียกว่าต้องยกเครื่องกันทั้งระบบโดยต้องเริ่มต้นตั้งแต่วิธีคิดกันเลย
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มที่คิดว่าไม่มีใครผูกขาดการอำนวยความเป็นธรรม เราทุกคนมีส่วนเป็นเจ้าของที่ควรมีสิทธิ์มีเสียงอย่างเท่าเทียมกันในการออกแบบการอำนวยความเป็นธรรมโดยมีกฎหมายเป็นแกนกลาง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักกฎหมายหรือข้าราชการที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายก็ต้องหันมาฟังเสียงชาวบ้านว่าต้องการให้การอำนวยความเป็นธรรมมีรูปแบบและวิธีการอย่างไร เพื่อให้กฎหมายมาอยู่ใกล้ตัวในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัดของตัวเองให้มากที่สุด
เมื่อเปลี่ยนแปลงวิธีคิดแล้ว ลำดับต่อมาต้องเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการให้เป็นไปตามวิถีชีวิตของชาวบ้านให้มากที่สุด ประเด็นนี้ทำได้ค่อนข้างยากและต้องค่อยเป็นค่อยไปซึ่งความจริงแล้วเริ่มมีทิศทางไปเช่นนั้นบ้างแล้วโดยมีกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน มีการยอมรับรูปแบบของคณะกรรมการหมู่บ้านให้ทำการไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งทั้งทางแพ่งและทางอาญาในบางเรื่องได้แล้วเพียงแต่ควรจะต้องมีความพร้อมทั้งด้านความรู้และประสบการณ์ให้มากกว่านี้อีกสักระยะ
การพัฒนารูปแบบและวิธีการจึงน่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านเนื้อหาได้ไม่ยากนักด้วยการปล่อยให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติตามวิถีชีวิตของแต่ละท้องถิ่นแต่มีแกนกลางเป็นหลักของประเทศ เมื่อพูดถึงเนื้อหาผมหมายถึงจารีตหรือแนวปฏิบัติท้องถิ่น รวมทั้งแนวปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่ทำกันมาช้านานจนเป็นวิถีชาวบ้านซึ่งไม่ใช่เรื่องเลอะเทอะหรือไร้มาตรฐานแต่อย่างใดเพราะการอำนวยความเป็นธรรมที่ชาวบ้านสัมผัสได้ต้องเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเขา
ส่วนที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ ตัวกลไกในการอำนวยความเป็นธรรมที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่ายและอยู่ใกล้ตัวซึ่งอาจจะไม่ใช่ตัวอาคารหรูหราหรือสิ่งปลูกสร้างที่ต้องใช้เงินมาก แต่หากเราคิดถึงที่ทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน วัด มัสยิด หรือศาลาประชาคม ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกลไกที่อยู่ใกล้ตัวและวิถีชีวิตชาวบ้านทั้งนั้น
เมื่อชาวบ้านมีความรู้สึกเป็นเจ้าของการอำนวยความเป็นธรรม ใครจะมาทำให้หลงทิศทางคงยาก



