
ต้องพิสูจน์ความสุจริต
การเปิดเผยทรัพย์สินอันน่าสงสัยว่าจะเป็นของคนในตระกูลวงษ์สุวรรณ เช่นโครงการรีสอร์ทสร้างด้วยไม้สักทองในพื้นที่บางพลีน้อย และคอกม้าใน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ได้สร้างความน่าสนใจให้ประชาชนว่าถ้าเป็นจริง การได้เงินมาซื้อและลงทุนในกิจการเหล่านั้นมาจากแหล่งใด และได
ในกรณีของรีสอร์ทไม้สักทองนั้น การแสดงกรรมสิทธิ์นั้นอยู่ในชื่อของบุตรสาวทั้ง 2 คนของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ซึ่งรับราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นย่อมถูกสงสัยว่ามีความร่ำรวยจากแหล่งรายได้ใด ถ้าเป็นการรับมรดก ก็ต้องแสดงให้เห็นว่ารับจากใคร ผ่านกระบวนการต่างๆ ด้านภาษีแล้วหรือไม่
นับตั้งแต่ถูกเสนอข่าวเป็นต้นมา ยังไม่มีใครออกมาอธิบายหรือชี้แจงความเป็นมาของรีสอร์ทแห่งนี้ ยิ่งมีคอกม้าขนาดใหญ่โต แสดงให้เห็นการลงทุนเป็นเงินระดับร้อยล้านบาทด้วยแล้ว ทำให้เกิดความน่าสงสัยถึงเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง และอาจเริ่มต้นด้วยการย้อนหาหลักฐานในการจดทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐ เช่นผู้ถือหุ้น การลงทุนจดทะเบียน เป็นต้น และถ้ามีข้าราชการตำรวจเกี่ยวข้องโดยตรงหรือตัวแทน ก็ต้องถูกสอบสวนให้เห็นความโปร่งใสทุกขั้นตอน ว่าไม่มีเงินซึ่งได้มาโดยวิธีการทุจริตเป็นแหล่งสำคัญในการลงทุนในทรัพย์สินเหล่านั้น
ทั้ง 2 กรณีจำเป็นต้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ออกมาชี้แจงว่าตนเองมีส่วนในการจัดหา จัดการ ถือครองกรรมสิทธิ์โดยตรงหรือโดยอ้อมหรือไม่ เพื่อคลี่คลายความสงสัยให้กระจ่าง สังคมจะได้รับรู้ว่าผู้นำองค์กรตำรวจนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ตลอดการรับราชการหรือไม่ และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งนั้น เป็นเรื่องโคมลอยหรือมีมูลความจริง แต่ไม่ว่าจะอธิบายด้วยตัวเองหรือไม่ ก็จะมีคนไปยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวน และจะทำให้ชีวิตหลังจากเกษียณอายุต้องเกี่ยวโยงกับคดีความ รวมทั้งการที่ตนเองฟ้องร้องผู้อื่น และกรณีที่ตนเองต้องเป็นผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหาในคดีถูกกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบในการใช้เงิน 18 ล้านบาท เพื่อการประชาสัมพันธ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งการสั่งให้สลายการชุมนุมของประชาชนหน้ารัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม 2551
เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการจัดการสอบสวนและเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อล่าช้า เหมือนการแปลคำปราศรัยของนายจักรภพ เพ็ญแข และการดำเนินการถอดยศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยังไม่คืบหน้าไปไหน ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ามีเงื่อนงำและพฤติกรรมไม่ซื่อตรงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่บางส่วน สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อสียง ภาพลักษณ์องค์กรอย่างมาก
เช่นเดียวกับการเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งนักธุรกิจการเมืองกลุ่มหนึ่งถูกสงสัยว่าได้ใช้วิธีการฉ้อฉล นำเอาที่ดินซึ่งบุคคลบริจาคให้วัดมาเปลี่ยนการถือสิทธิ์แล้วสร้างสนามกอล์ฟ ทั้งๆ ที่เป็นธรณีสงฆ์ และต้องดำเนินคดีต่อผู้เกี่ยวข้องและรับโทษอาญาด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างของการกระทำโดยใช้อำนาจการเมืองและหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ โดยปราศจากสำนึกดีงามและความละอายเกรงกลัวต่อบาป เพราะเอาที่ดินวัดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์



