
สร้างภาพลักษณ์ ให้กำลังใจนักโทษคืนสังคม
กรรมการสิทธิฯ ชี้เอกชน-ราชการ ควรเปิดโอกาสให้บุคคลพ้นโทษมีอาชีพ ป้องกันกลับไปทำผิดซ้ำ ด้านราชทัณฑ์ เล็งเปลี่ยนชื่อ“เรือนจำ-สถานพินิจ" สร้างกำลังใจนักโทษคืนสังคม
วันที่ 28 เมษายน นักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงเพื่อการสร้างชาติ สถาบันการสร้างชาติ จัดเสวนาเรื่อง ”คืนโอกาสทางสังคม สร้างอาชีพให้ผู้ต้องโทษ ถึงเวลาแล้วหรือยัง?” โดยจัดขึ้นที่ โรงแรมหลุยส์ แทเวิร์น หลักสี่ กรุงเทพฯ ทั้งนี้เพื่อแสวงหารายละเอียดเกี่ยวกับการคืนโอกาสและอาชีพให้กับผู้ที่เคยต้องโทษในเรือนจำ
โดยนายสิระ เจนจาคะ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้เพื่อต้องการนำบุคคลที่เคยต้องโทษกลับคืนสู่สังคมเพื่อมาร่วมเป็นกำลังสำคัญของชาติ เป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ต้องโทษให้ได้กลับมาประกอบอาชีพเช่นเดียวกันกับบุคคลปกติ ทั้งนี้แม้ว่าจะมีกระบวนการตามกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ล้างมลทิลฯ แต่กลับไม่มีการบังคับใช้อย่างถูกต้องจากหน่วยงานของรัฐ ทำให้บุคคลพ้นโทษไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ก่อให้เกิดปัญหาการกลับไปกระทำความผิดซ้ำและกลับสู่เรือนจำในที่สุด ดังนั้นสังคมควรเปิดโอกาสให้กับบุคคลพ้นโทษ หรือควรให้กำลังใจมิเช่นนั้นบุคคลพวกนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก
ขณะที่นายชาติชาย สุทธิกลม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้ที่ติดคุกซ้ำไปซ้ำมาจะพบว่าส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติด ในกรณีที่เป็นเยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปีที่เคยต้องโทษ กฎหมายบังคับให้ลบประวัติออกโดยการประสานของสถานพินิจฯที่จะต้องแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ลบประวัติการกระทำความผิดออก แต่บางครั้งทั้งเจ้าตัวหรือพ่อแม่หรือเจ้าหน้าที่ส่งเรื่องไปแล้วตกหล่นตกหายก็กลายเป็นปัญหาทำให้เด็กและเยาวชนถูกกีดกันจากระบบงาน ซึ่งกรรมการสิทธิฯก็ได้รับคำร้องเรื่องนี้มาเป็นระยะๆ ส่วนในกรณีของผู้ใหญ่ขอให้คิดว่าผู้ต้องโทษอาจจะไม่ได้เป็นคนผิดโดยกมลสันดาน การสร้างจำกัดในการประกอบอาชีพถือว่าไม่เป็นธรรม โดยรัฐธรรมนูญปี 2560 เองก็ยอมรับเรื่องการประกอบอาชีพโดยไม่มีข้อจำกัด ยกเว้นเพียงบางกรณีเท่านั้น
นายชาติชาย กล่าวต่อว่า การให้โอกาสกับผู้ต้องโทษคือสู่สังคมปกติ สังคมจะต้องลบมายาคติที่มีอยู่ก่อน เช่น เมื่อมีข่าวว่าจะอภัยโทษนักโทษสังคมก็จะสร้างความหวาดกลัว กรณีเช่นนี้ทำให้พวกเขาถูกกีดกันจากสังคมและทำให้กลับไปรวมตัวกันกับพวกที่ติดคุกมาแล้วและกระทำความผิดซ้ำ ต้องฝากคิดว่าพวกเราควรจะมองพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะระบบราชการเองไม่ใช่แค่บริษัทเอกชนเท่านั้นที่กีดกันบุคคลพ้นโทษให้เข้าไปทำงานตามระบบที่ควรจะเป็น อย่างราชการก็กำหนดไว้ว่าจะต้องพ้นโทษมาแล้ว 5 ปีและไม่กระทำความผิดอีกถึงจะเข้ารับราชการได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ควรกำหนดระยะเวลาจะควรจะพิจารณาเป็นรายบุคคลตามความสามารถหรือฐานการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น
ด้านนายอุทัย ทัพอาสา ผู้อำนวยการทัณฑสถานวัยหนุ่มกลาง คลอง 6 จ.ปทุมธานี กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์กำลังพยายามที่จะปรับเปลี่ยนชื่อของสถานพินิจฯและเรือนจำให้ดูเข้ากับสภาพสังคมปัจจุบันไม่ให้ดูเป็นสถานที่ต้องห้ามหรือดูอันตรายทำให้ภาพลักษณ์ของนักโทษหรือเรือนจำดูย่ำแย่ เช่น ที่ทัณฑสถานวัยหนุ่ย จะเปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า สถานฝึกสอนกีฬา คลอง 6 เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อเมื่อเวลาเยาวชนที่ถูกกักกันออกไปจัดกิจกรรมภายนอกก็จะทำให้ภาพของพวกเขาดูดีขึ้นจากชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เป็นกำลังใจให้กับเด็กและเยาวชนผู้พลาดกระทำผิดมีกำลังมากขึ้น เช่น เดียวกับเรือนจำของผู้ใหญ่กว่าร้อยแห่งทั่วประเทศก็จะมีการปรับเปลี่ยนชื่อเช่นกัน โดยคำว่า “เรือนจำ” อาจจะใช้คำว่า “สถานศึกษา” เป็นต้น อย่างไรก็ตามขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการคิดชื่อใหม่ และเสนอเพื่อแก้กฎกระทรวงต่อไปในเร็วๆนี้
ด้านนายภาณุวัฒน์ ศรีสุวรรณ อายุ 24 ปี อดีตผู้เคยต้องโทษคดียาเสพติดในสถานพินิจฯ กล่าวว่า เคยถูกจับกุมคดียาบ้าเมื่ออายุเพียง 17 ปี ต้องอยู่ในสถานพินิจฯนาน 3 ปี เมื่อออกจากเรือนจำหรือพ้นโทษออกมาแล้วเพื่อนฝูงจะโดนกีดกันออกจากสังคม ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา 2 แบบ แบบแรกถ้าผู้พ้นโทษสำนึกได้ก็ไปหางานทำ แบบที่สองก็เป็นพวกที่ไม่สำนึกหรือโดนสังคมกีดกันอย่างรุนแรงก็จะหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีกและย้อนสู่เรือนจำอีกครั้ง ทั้งนี้เมื่อพ้นโทษมาแล้วปัญหารอยสักเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเมื่อออกคืนมาสู่สังคมแล้วพวกมีรอยสักจะเป็นพวกแรกๆที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าทำงานในบริษัทปกติ อย่างตนจึงต้องไปทำธุรกิจส่วนตัวเปิดร้านอาหารโดยได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวถึงอยู่ได้ในสังคมได้
ดร.นิสิต อินทมาโน ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า วิธีคิดที่จะช่วยคนพ้นโทษนั้นมีหลายบริบทที่แตกต่างกันไป มีหลากหลายคดีเป็นคดีเพียงเล็กน้อยเป็นโทษเพียงการรอลงอาญา แต่ประวัติการกระทำความผิดยังถูกบันทึกอยู่ในระบบการต้องโทษ ต้องหันกลับมาดูกระบวนการการให้ความยุติธรรมในส่วนนี้ด้วย.



