
ตร.เชื่อหนุ่มขนยาบ้า8แสนเม็ดลงใต้เป็นเครือข่ายยักษ์ในลาว
หนุ่มขนยาบ้า 830,000 เม็ด มูลค่า 124 ล้านบาท เผยได้รับค่าจ้างส่งของลงใต้ครั้งละ 100,000 บาท ตร.เชื่อเป็นเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในประเทศลาว
ความคืบหน้ากรณีที่ พ.ต.อ.ภคิน ศิวเมธากุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติดจับกุมตัว นายสัมฤทธิ์ ยะไวร์ 50ปี อยู่บ้านเลขที่ 162 หมู่ 7 ตำบลท่าดอกคำ อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ และนางสุธิชา แจ่มประดิษฐ์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 190 หมู่ 4 ตำบลกุดเรือดำ อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติด พร้อมด้วยของกลางเป็นยาบ้า จำนวน 830,000 เม็ด มูลค่ากว่า 124 ล้านบาทบริเวณจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติดตู้นิคม ถนนเพชรเกษม(ขาล่องใต้) ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เมื่อเวลา 05.30 น. ของวันที่ 28 เม.ย.60 ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ 28 เม.ย. พล.ต.อ.สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา สบ.10 พร้อมด้วย ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด ร่วมกันแถลงข่าวผลการจับกุมตัว นายสัมฤทธิ์ ยะไวร์ อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 162 หมู่ 7 ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ และนางสุธิชา แจ่มประดิษฐ์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 190 หมู่ 4 ต.กุดเรือดำ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติด พร้อมด้วยของกลางเป็นยาบ้า จำนวน 830,000 เม็ด มูลค่ากว่า 124 ล้านบาท ที่บริเวณจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติดตู้นิคม ถนนเพชรเกษม(ขาล่องใต้) ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
นายสัมฤทธิ์ ให้การว่าก่อนหน้านี้ ด้รับโทรศัพท์จากนาย เอ ไม่ทราบชื่อ-สกุลจริง ชาวลาว ให้ไปรับยาบ้าจำนวนดังกล่าว ที่บริเวณริมถนนในพื้นที่จังหวัดสกลนคร และให้ขับรถยนต์ไปส่งที่ภาคใต้แต่ยังไม่ทราบว่าจะให้ไปส่งที่จุดหมายใด โดยนายเอจะโทรแจ้งอีกทีว่าจะให้ไปส่งที่ไหน ส่วนได้รับค่าจ้างขนยาบ้า จำนวน 100,000 บาท และเพิ่งทำครั้งนี้ทำเป็นครั้งแรก แต่มาถูกจับกุมได้ในที่สุด ส่วนนางสุธิชา เบื้องต้นยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยอ้างว่านั่งรถคันดังกล่าวมาด้วยแต่ไม่รู้เห็นว่ามียาเสพติดในรถ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า น่าจะเป็นเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในประเทศลาว ถูกนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านถูกลำเลียงไปส่งลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งขยายผลการจับกุม พร้อมแจ้งข้อหาทั้ง 2 ราย ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท1(ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และส่งตัวนำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



