
“สามารถ” แนะ จับตาประมูลผู้เดินรถบีอาร์ที
“สามารถ” แนะจับตาประมูลผู้เดินรถบีอาร์ที ส่อล็อคสเปคให้ บ.บีทีเอส
28 เม.ย.60-นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ โพสผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว “ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์”ว่า ตนดีใจที่ กทม. ตัดสินใจให้บริการรถประจำทางด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) ต่อไป ไม่ยกเลิกตามที่เป็นข่าวเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งโครงการนี้ กทม.ได้ว่าจ้างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) โดยเป็นบริษัทของ กทม.เป็นผู้บริหารจัดการเดินรถตาม “สัญญาจ้างบริหารจัดการเดินรถ” ซึ่งได้ว่าจ้างระยะเวลา 7 ปี ในช่วงระหว่างวันที่ 29 พ.ค. 53 ถึง วันที่ 28 พ.ค. 60 เป็นเงินจำนวน 1,553,267,380 บาท ค่าจ้างนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเดินรถ ที่สำคัญ ค่าจ้างจำนวนนี้ได้รวมค่าจัดหารถบีอาร์ทีจำนวน 25-30 คัน วงเงิน 213-249 ล้านบาท ไว้ด้วยแล้ว ในวันเดียวกันนั้น คือวันที่ 10 ก.พ. 53 เคทีได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส เป็นผู้เดินรถแทนตนเองตาม “สัญญาจ้างผู้เดินรถพร้อมจัดหารถโดยสาร” เป็นระยะเวลา 7 ปี เช่นเดียวกัน โดยสัญญาฉบับนี้ระบุให้บีทีเอสส่งมอบรถบีอาร์ทีจำนวน 10 คัน ภายในวันที่ 24 เม.ย. 53 และจำนวน 15 คัน ภายในวันที่ 30 เม.ย. 2553 โดยใช้เงินที่เคทีได้รับมาจาก กทม.
นายสามารถระบุอีกว่า ตามเบื้องต้นทุกท่านคงเข้าใจว่ารถบีอาร์ทีทั้งหมดจะตกเป็นของ กทม. ตนก็เหมือนกัน แต่กลายเป็นว่าตนได้รับข้อมูลว่ารถบีอาร์ทีทั้งหมดตกเป็นของบีทีเอส ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก เพราะใช้เงินของกทม.ซื้อ รถก็ต้องเป็นของกทม. ทั้งนี้ตนได้ตรวจสอบข้อมูลเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งกับกรมการขนส่งทางบก ปรากฏว่ารถบีอาร์ทีจดทะเบียนในนามบริษัทบีทีเอสจริง ดังนั้นในวันที่ 28 พ.ค. ที่จะถึงนี้ สัญญาว่าจ้างเคทีและบีทีเอสจะสิ้นสุดลง กทม. จึงมีมติมอบให้เคทีเป็นผู้บริหารจัดการเดินรถต่อไป โดยเคทีได้ประกาศให้บริษัทที่สนใจเข้าร่วมประมูลเป็นผู้เดินรถ ปรากฏว่ามีผู้สนใจจำนวน 4 ราย รวมทั้งบีทีเอสร่วมด้วย ซึ่งการเปิดประมูลถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (Terms of Reference) ที่เคทีใช้ในการประมูลนั้น มีสาระสำคัญข้อหนึ่งที่ไม่เป็นธรรม
นายสามารถระบุต่อไปว่า ข้อ 9.6 ระบุว่า“ผู้รับสิทธิจะต้องจัดให้มีรถโดยสารอย่างน้อย 25 คัน โดยรถโดยสารมีคุณสมบัติที่สำคัญดังนี้ 1. ลักษณะของตัวรถโดยสารเป็นไปตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบก 2. มีประตูทางเข้า-ออก ด้านขวาอย่างน้อย 1 ฝั่ง 3. พื้นรถ (Floor) มีความสูงจากระดับพื้นถนน 90 เซนติเมตร เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับชานชาลาสถานี” เมื่อเห็นสเปครถบีอาร์ทีดังนี้แล้ว คนในวงการก็รู้ได้ทันทีว่ามีเฉพาะบีทีเอสที่เดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ เนื่องจากมีรถตามสเปคดังกล่าวอยู่ในมือแล้ว บริษัทอื่นอีก 3 บริษัท ไม่สามารถจัดหารถโดยสารตามสเปคได้ทันเวลาแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้ การประมูลก็จะไม่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
“ด้วยเหตุนี้ ผมจึงขอเรียกร้องให้กทม. พิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของรถบีอาร์ทีกันแน่ หากบีทีเอสเป็นเจ้าของ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะใช้เงินของกทม.ซื้อรถบีอาร์ทีทั้งหมด 2. แก้ไขทีโออาร์ให้เกิดความเป็นธรรม เพื่อให้มีการแข่งขันทั้งด้านราคาและคุณภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ หากกทม. บอกว่าไม่สามารถแก้ไขทีโออาร์ได้ ก็เซ็นสัญญาว่าจ้างบีทีเอสโดยตรงไปเลย จะเปิดประมูลให้เสียเวลาทำไม เพราะบริษัทอื่นไม่สามารถเข้าร่วมประมูลด้วยได้ ทั้งหมดนี้ ด้วยความห่วงใยกทม. ที่อาจจะถูกกล่าวหาได้ว่าล็อกสเปคให้บีทีเอส” นายสามารถ ระบุ



