
จิตอาสา แนะ 'เข้าใจ- จริงจัง' กลุ่มเสี่ยง ป้องกันฆ่าตัวตาย
'จิตอาสาฮอตไลน์'ป้องกันฆ่าตัวตาย แนะเข้าใจใส่ใจฉับไวและจริงจังกลุ่มเสี่ยง
นายวุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ นักพัฒนาคุณภาพมนุษย์และนักส่งเสริมสุขภาพจิตแบบสหศาสตร์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพมนุษย์wuttipong academy Bangkok ในฐานะจิตอาสาฮอตไลท์ป้องกันฆ่าตัวตายในจังหวัดเชียงใหม่ เขียนบทความในface book วุฒิพงศ์ ถายะพิงค์ ว่า สองวันที่ผ่านมา ข่าวพ่อวัยหนุ่มแขวนคอลูกสาว จากนั้นจึงแขวนคอตัวเองตายตามนั้น เป็นข่าวที่โด่งดังทั้งสื่อสารมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ เชื่อว่าคนไม่น้อยที่รับรู้ข่าวนี้ ความจริงข่าวทำนองนี้ก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทั้งที่เป็นข่าวดังบ้างไม่ดังบ้าง ทั้งๆที่ปัญหาเหล่านี้มีวิธีป้องกันได้แต่ก็ไม่เคยหมดไปจากสังคมเลย
วันนี้ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีการป้องกันการฆ่าตัวตายที่ได้ผลดี ซึ่งผู้เขียนเคยรณรงค์ให้ความรู้เช่นนี้กับบางพื้นที่อย่างจริงจังมาแล้ว โดยมีหลักคิด2ข้อดังต่อไปนี้
1)#เข้าใจและใส่ใจ กล่าวคือทุกคนควรใส่ใจคนใกล้ชิดรอบข้างเราดูว่า มีใครบ้างที่กำลังประสบปัญหาชีวิตที่รุนแรงและปรับตัวลำบาก เครียดมาก ซึมเศร้า หวาดระแวง เมื่อพบแล้วพึงให้เข้าใจว่า เขาเหล่านั้นมีปัญหาด้านสุขภาพจิตเช่นเดียวกับการมีปัญหาด้านสุขภาพกาย เช่น ปวดท้อง ปวดหัว เลือดตกยางออก ทำนองเดียวกันนั่นเอง
เมื่อตระหนักว่าเขาเหล่านั้นประสบปัญหาสุขภาพจิตขั้นรุนแรงหรือมีแนวโน้มสูงที่อาจถึงขั้นป่วย ก็พึงใส่ใจดูแลและรีบพาไปหาหมอด้านสุขภาพจิต (เช่นเดียวกันกับรับรู้ว่าปวดท้องด้านขวาอย่างมาก อาจใส้ติ่งอักเสบและรีบพากันไปหาหมอเพราะกลัวใส่ติ่งจะแตกและเสียชีวิตนั่นแหละครับ) และในทางสุขภาพจิตก็ต้องรีบพากันไปหาหมอเช่นกันเพราะกลัวจิตจะแตกถึงที่สุดก็คือฆ่าตัวตาย หากตระหนักประเด็นนี้ได้ เราจะไร้อคติเพราะมองว่านี้ คือการป่วย จึงต้องรีบพากันมาหาหมอจิตเวชโดยเร็วพลัน
2)#ฉับไวและจริงจัง เมื่อพบว่าคนที่อยู่ใกล้ชิดเรามีอาการตามข้อ1นั้น มักจะพบการสื่อสารที่ #สั่งเสีย ฝากฝังและสั่งลา ตามมาด้วยเสมอ แม้อาจมีรูปแบบการสื่อสารที่ต่างกัน ซึ่งบางคนอาจพูด บางคนอาจเขียนหรือสื่อสารทั้งสองรูปแบบก็ได้เช่น "ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว ไม่มีเธอฉันอยู่ไม่ได้จริงๆขอตายดีกว่า,หากผมเป็นอะไรไปขอฝากดูลูกและแม่ด้วยนะครับ,ฉันได้ทำพินัยกรรมไว้แล้ว ขอให้ทุกคนปฏิบัติตามนั้น ฉันคงจะไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว เป็นต้น
ทันทีที่สังเกตพบว่าเขามีอาการดังกล่าวและมีความคิดจะฆ่าตัวตายจนพบการสื่อสารที่สั่งเสียฝากฝังและสั่งลา สิ่งที่ผู้ใกล้ชิดต้องตระหนักคือ #ห้ามคิดว่าเขาเรียกร้องความสนใจและห้ามคิดว่าเขาจะไม่ทำจริง ต้องใส่ความหมายทันทีว่า เขาป่วยและร้องขอความช่วยเหลือ เฉกเช่นเดียวกับมีใครสักคนร้องขอความช่วยเหลือจากเราว่า "ช่วยด้วยฉันถูกงูเห่ากัด"นั่นเอง ดังนั้นจึงต้องรีบช่วยเหลืออย่างฉับไวจริงใจและไม่รีรอใดๆทั้งสิ้น ในระบบความคิดต้องมีแต่คำว่า ต้องช่วยกันนำส่งให้ถึงมือหมอแบบฉับไว นั่นเอง
ขณะเดียวกันตัวเราทุกๆคนก็ควรพึงสังเกตตนเองอย่างสม่ำเสมอเช่นกันว่า เมื่อไหร่ที่ตนเองรู้สึกโศกเศร้า น้อยใจ วิตกกังวลหรือหวาดระแวงมากจนปรับตัวลำบากและเป็นทุกข์ ก็ควรตระหนักว่าสุขภาพใจเริ่มป่วยแล้ว อย่ามีอคติและอย่าอายที่จะปรึกษาใครๆ ที่เราไว้ใจได้ และรีบมาพบหมอทางใจโดยฉับไว ก็จะช่วยป้องกันตนเองจากปัญหาสุขภาพจิตและฆ่าตัวตายได้เช่นกัน
แทบทั้งหมดของผู้ที่ฆ่าตัวตายได้สำเร็จ ทั้งเจ้าตัวและคนใกล้ชิดมักจะขาดความรู้และขาดความตระหนักทั้งข้อ1และข้อ2นั่นเอง ดังนั้นเมื่อไหร่ที่พบว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเรามีปัญหาสุขภาพจิต พึงต้องมีวิธีคิดและวิถีปฏิบัติแบบ "#เข้าใจใส่ใจฉับไวและจริงจัง" ดังที่ได้อธิบายผ่านมาแล้วนั้นก็จะช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายได้ดียิ่งขึ้น
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าสิ่งที่เกิดได้ยากยิ่งมีอย่างน้อย4ประการ หนึ่งในนั้นคือ #การเกิดเป็นมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเกิดมายากดีมีจนพิกลพิการใดๆก็ตาม ถือว่าโชคดียิ่งทั้งสิ้นที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพื่อเรียนรู้ชีวิตและพัฒนาจิตตนเองให้ดีงามและสูงส่งยิ่งขึ้น มิใช่เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมดั่งที่คนจำนวนหนึ่งมักจะพูดกัน ดังนั้นหากต่างคนต่างดูแลทั้งตัวเองและดูแลกันและกัน การช่วยเหลืออย่างฉับพลันก็จะป้องกันการฆ่าตัวตายได้แน่นอน



